คาถาเล่นหุ้น..มือใหม่

16 06 2008

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูหุ้นมูลค่าคนต้นๆ ของเมืองไทย เปรียบเปรยไว้ว่าการลงทุนก็เหมือนการ “เลี้ยงลูก” ซึ่งจะให้ออกดอกออกผลสวยงาม ก็ต้องมองกันไกลๆ

ดร.นิเวศน์ ให้นิยามไว้ว่า การลงทุนที่ยั่งยืนจะต้องเป็น “การลงทุนหุ้นเพื่อชีวิต (ที่ดีในวันหน้า)” หรือ Investment for Life
ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี

“ในโลกสมัยใหม่ การมีหุ้นต้องเลี้ยงดูให้เหมือนกับการมีลูก หรือการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีในวันหน้า เราต้องค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่ง หุ้นเหล่านี้จะเลี้ยงเราได้ เพราะหุ้นเป็นธุรกิจและอนาคตของเรา” ดร.นิเวศน์ กล่าว

กูรูหุ้นมูลค่าบอกว่า หลักใหญ่ใจความของ Investment for Life ชัดเจนว่า การลงทุน คือ การทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงชีวิตในอนาคต หุ้นที่เลือกไว้ในพอร์ต จะต้องอยู่กับเรานานๆ จึงต้องเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตทุกบริษัท

ในทางกลับกัน หากเห็นแววว่าหุ้นที่ถืออยู่มีปัญหา ไม่สามารถทำกำไรได้ ก็ต้องตัดใจ “กำจัด” ออกจากพอร์ตโดยไว เพื่อไม่ให้เงินลงทุนจมอยู่กับธุรกิจที่ไร้อนาคต

นอกจากจะต้องร่อนตะแกรงเลือกหุ้นที่ดีจริงๆ ดร.นิเวศน์ ยังบอกด้วยว่า การลงทุนเพื่อชีวิต (ที่ดีวันข้างหน้า) จำเป็นต้องมีหุ้นหลายๆ ตัวในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง หากหุ้นบางตัวเกิดขาดทุน

“ถ้าไปเจอะกิจการที่ดีมากๆ ทุกปีจ่ายปันผล 3-4% จะดีกว่าการฝากเงินธนาคารได้ 1-2% ต่อปี เพราะถือว่าเงินไม่ได้เติบโต เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ได้ปันผล 3-4% ต่อปี ยิ่งนานเข้าก็จะได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะกิจการเติบโตเร็ว ราคาหุ้นก็จะขึ้นไปทุกปี ฉะนั้นก่อนที่จะซื้อหุ้นต้องดูผลประกอบการย้อนหลังไป 3-4 ปี เมื่อข้อมูลบอกชัดว่าหุ้นโต ก็แสดงว่าบริษัทมีศักยภาพ”

แล้วจะเลือกหุ้นอย่างไร และมีหุ้นกี่ตัวถึงจะพอ

ดร.นิเวศน์ แนะนำว่า พอร์ตควรจะมีหุ้นประมาณ 5 บริษัท ต้องผ่านการเลือกเฟ้นอย่างดี จากนั้นก็ติดตามว่าบริษัทยังมีกำไรเติบโต และจ่ายปันผลที่ดีต่อเนื่อง โดยสถิติแล้ว หุ้นที่ดีจะจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.50 บาท เช่น จากปีละ 4 บาท หรือเฉลี่ย 4% ต่อปี ก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ มีหุ้นบางตัวเคยจ่ายถึง 100 บาทต่อปี แต่อาจมองไม่เห็นเพราะบริษัทลดราคาพาร์ลงมา

ด้วยวิธีลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เวลาผ่านไป เมื่อเราอายุ 50-60 ปี เงินปันผลก็จะเลี้ยงชีวิตเราได้

ดร.นิเวศน์ ยกตัวอย่างพอร์ตของตัวเองไว้ว่า เขาลงทุนในหุ้นที่ดีจากเงิน 10 ล้านบาท เวลาผ่านไป 10 ปี ได้ปันผล (ปี 2549) ปีเดียว 10 ล้านบาท เพราะเขาเข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นๆ ตั้งแต่ราคายังถูก และเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นแย่มาก จึงเป็นโอกาสลงทุนก่อนคนอื่น

“การลงทุนต้องใจเย็น อย่ากังวล เหมือนเวลาเราเลี้ยงลูก ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ามั่นใจว่าเราเลือกหุ้นตัวดีๆ เฝ้าดูแลว่าผู้บริหารบริษัทขยันทำงาน จ่ายปันผลตรงเวลา เมื่อเวลาผ่านไป เงินปันผลก็จะทบขึ้นไปเรื่อยๆ

พอถึงวันหนึ่งจะมีเงินเลี้ยงเราในตอนแก่ โดยเราไม่ต้องทำงานก็ได้ เหมือนกับเรามีลูกเลี้ยงดู”

นี่คือหลักคิดของ Investment for Life ลงทุนเพื่อชีวิต (ที่ดีในวันข้างหน้า) ในสไตล์ ดร.นิเวศน์ เซียนหุ้นมูลค่าของเมืองไทย

 

ทางด้าน ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี รายนี้ไม่ใช่เซียนหุ้น แต่เป็นที่ปรึกษาภาษีตัวยง

โดยความเป็นจริง พอร์ตลงทุนของ ดร.สุวรรณ ไม่ได้มากมาย แต่เขามีเคล็ดลับจากเพื่อนเศรษฐีใกล้ๆ ตัวมาเล่าให้ฟัง

เพื่อนคนนี้เป็นชาวต่างชาติ ที่มีลีลาลงทุนแตกต่างจาก ดร.นิเวศน์ อย่างสิ้นเชิง โดยใช้วิธีซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยเหตุผลว่าเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.20% และนำเงินไปฝากโบรกเกอร์เพื่อหักบัญชีซื้อขายหุ้น ซึ่งจะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียงแค่ 0.15% เท่านั้น

ส่วนการเลือกหุ้น เขาจะดูหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากๆ และซื้อขายหุ้นจำนวนมากครั้งละ 4-5 แสนหุ้น

“เขาได้ศึกษาหุ้นมาแล้ว เช่น มีหุ้นบางตัวราคา 10.60 บาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมาราคาไม่เคยต่ำไปกว่านี้ แต่เวลาขาขึ้นจะขึ้นขั้นละ 10 สตางค์ เมื่อเขาซื้อ 10.60 บาท พอขึ้นไป 10.80 บาท จะขายออก เขาบอกว่าได้กำไร 2-3% ภายใน 3 วัน ดีกว่าฝากแบงก์ได้ 2-3% ต่อปี

ลงทุนเดือนละครั้งก็คุ้มค่าและอยู่ได้อย่างสบายๆ เพราะเขาลงทุนทีละจำนวนมากๆ”

คาถาลงทุนของสุวรรณ พอสรุปได้ว่า..

หนึ่ง.. นักลงทุนรายย่อยถือยาวแบบ **** อาจ ลำบาก อาจใช้วิธี “เล่นช่วงสั้น” ได้บ้าง แต่จะต้องดูหุ้นบางตัวที่ความเสี่ยงต่ำมากๆ เพราะถ้าผิดพลาด ราคาลงไปต่ำ ถือไปสักพัก ราคาก็จะขึ้นมาเอง ที่สำคัญหุ้นนั้นจะต้องมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงๆ เพื่อจะเข้าออกได้ง่าย

“อย่าคิดว่าได้กำไร 2-3% ต่อเดือนมันน้อย เพราะความจริงจะได้ปีละ 36% ซึ่งเดือนละ 2-3% ได้แน่นอน ผมก็ลองเล่นตามวิธีของฝรั่งคนนี้ ก็ได้ผลกำไรค่อนข้างดี แต่ผมซื้อทีละ 5 แสนหุ้น หรือคราวละล้านหุ้น ได้กำไร 2-3% คิดเป็นเงินก็แสนกว่าบาทแล้ว”

สอง..พอซื้อขายได้กำไร ส่วนหนึ่งของกำไรก็ให้รางวัลแก่ชีวิตตัวเอง กินเที่ยวอย่างมีความสุข กำไรอีกส่วนเก็บไว้ในกองทุนหุ้นหรือตราสารหนี้ เมื่อกำไรเติบโตมากพอควร ก็ให้เอาไปซื้อ “ทองคำ” เก็บเอาไว้ เพราะในชีวิตคนเรา แม้จะบอกว่าหุ้นตัวนี้ไม่มีทางเจ๊งเพราะเป็นหุ้นรัฐบาล แต่พอราคามันลงไปลึกๆ อาจจะฟื้นตัวได้ยาก

“ผมเชื่อว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 เหรียญ /บาร์เรล ตอนนี้อยู่ที่ 83 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำขึ้นมา 743 เหรียญ/ออนซ์ ราคาทองตอนนี้ขึ้นมาบาทละ 11,960 บาท ถ้าราคาน้ำมันวิ่งขึ้น 100 เหรียญ/บาร์เรล โอกาสที่ทองคำจะขึ้นไปได้อีก”

สุดท้าย สาม.. นอกจากได้กำไรจากหุ้น แล้วย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่น เช่น ทองคำ แล้ว ก็อาจนำกำไรไปซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าก็ได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังต่ำอยู่ เช่น คอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า ซึ่งในระยะยาวจะมีศักยภาพที่ดีมาก

 

ดังนั้นถ้ายังไม่มั่นใจว่าเลือกทางไหนก็ให้แบ่ง

เงินลงทุนเป็น 2กองก่อนก็ได้

กองหนึ่งเล่นเก็งกำไร

อีกกองลงทุนเก็บไปเรื่อยๆ

ก็จะรู้ว่าตัวเองถนัดยังไง

ทั้งสอง มันทำกำไรได้และก็ขาดทุนได้เหมือนๆ กัน


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: