What is bond? พันธบัตรคืออะไร

4 06 2008

พันธบัตรคืะไร

บทที่ 1
พันธบัตรคืออะไร
ชนิดของพันธบัตร
พันธบัตรชนิดใดที่มีในตลาด

บทที่ 2
จะซื้อขายพันธบัตรได้อย่างไร
เมื่อผู้ลงทุนต้องการแปลงพันธบัตรเป็นเงินสดจะทำอย่างไร

บทที่ 3 คำจำกัดความต่างๆ
ดอกเบี้ย
วันครบกำหนดไถ่ถอน
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด
ดูเรชั่น
ส่วนต่าง
ความไม่สามารถชำระหนี้
Custodian
Spot date

บทที่ 4 ข้เสนแนะ
ประเภทต่าง ๆ ขงความเสี่ยง ซึ่งผู้ลงทุนในหุ้นกู้จะต้งเผชิญ
ประเภทของความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
ความเสี่ยงจากอายุไถ่ถอน
ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด
ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ทำไมควรจะลงทุนในตราสารหนี้


พันธบัตรคืะไร

พันธบัตร (Bond) เป็นสัญญาที่ออกโดยผู้ขอกู้ยืม โดยจะมีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตร (หรือผู้ขอกู้ยืม) จะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตร (ผู้ให้กู้) ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร


ชนิดขงพันธบัตร

พันธบัตรที่ไม่ระบุดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือเป็นงวดๆ หากแต่จะจ่ายในรูปของภารรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น จากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน
พันธบัตรที่ระบุดอกเบี้ย (Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่มีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตรจะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตรตามอัตราและ ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร และรับซื้อพันธบัตรคืนที่ราคาหน้าตั๋วที่วันครบกำหนดอายุไถ่ถอน
พันธบัตรที่มีการจ่ายดอกเบี้ยในแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate bond) : คือพันธบัตรที่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของผู้ถือ พันธบัตรให้ต่ำที่สุด โดยอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้กับผู้ถือนั้น จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของตลาดขณะนั้น
พันธบัตรที่สามารถเรียกคืนได้ (Collable bond) : คือ พันธบัตรที่ผู้ออกสามารถขอซื้อคืนตามราคาที่กำหนดไว้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน


พันธบัตรชนิดใดที่มีในตลาด

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลังและบริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยรัฐวิสาหกิจและบริหารโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ
หุ้นกู้ (Corporate Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน โดยทั่วไปจะจ่ายดอกเบี้ย 2 งวดต่อปี และไถ่ถอนคืนเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
ตั๋วเงินคลัง (T-Bills) : ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนิดนี้จะออกมาในรูปแบบ การรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้นจากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก


จะซื้ขายพันธบัตรได้ย่างไร

ตลาดแรกหรือตลาดพันธบัตรออกใหม่ (Primary Market)
เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตรที่ออกใหม่ โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนบางประเภท

ตลาดรองหรือตลาดค้าพันธบัตร (Secondary Market)
เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตร ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว ตลาดรองจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากขึ้น โดยจะมีสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์และนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นคนกลางในการ ซื้อขายพันธบัตรระหว่างผู้ลงทุน


เมื่ผู้ลงทุนต้งการแปลงพันธบัตรเป็นเงินสดจะทำย่างไร

ผู้ถือพันธบัตรสามารถขายพันธบัตรได้ทุกเมื่อ ณ ราคาที่ซึ่งจะตกลงระหว่างตัวผู้ถือและผู้ที่จะซื้อต่อจากผู้ถือ โดยสามารถซื้อขายได้ในตลาดรอง


ดกเบี้ย (Coupon)

อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตร สัญญาว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือพันธบัตรเป็นงวดๆตลอดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนด ไถ่ถอน เช่น พันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และกำหนดดอกเบี้ย 10% แสดงว่าผู้ถือพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ย 10 % ของเงินต้น 1,000 บาท นั่นคือ ทุกปีจะได้รับดอกเบี้ย 100 บาท นั่นเอง


วันครบกำหนดไถ่ถน (Maturity Date)

ระยะเวลาครบกำหนดที่ผู้ออกพันธบัตรจะไถ่ถอนพันธบัตรคืนหรือจ่ายเงินต้นคืน แก่ผู้ถือพันธบัตร ซึ่งระยะเวลาไถ่ถอนนี้อากมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป


ัตราผลตบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด (Yield to Maturity)

เป็นอัตราลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยรับรายงวดและราคาที่ตราไว้ เท่ากับราคาตลาด ปัจจุบันของพันธบัตรโดยถือว่าผู้ลงทุนจะถือพันธบัตรไปจนครบกำหนดไถ่ถอนผู้ ออกพันธบัตร สามารถทำตามสัญญาในพันธบัตรได้ตามกำหนด และถือว่ามีการนำดอกเบี้ยรับไปลงทุนต่อ


ดูเรชั่น (Duration)

คือ วิธีการวัดว่าพันธบัตรมีความไหวตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด


ส่วนต่าง (Spread)

ความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรชนิดเดียวกัน มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่มีอายุไถ่ถอนต่างกัน หรือพันธบัตรที่มีอายุไถ่ถอนเท่ากันแต่มีคุณสมบัติต่างกัน เนื่องจากพันธบัตรโดยทั่วไปถ้ามีข้อแตกต่างกันไม่ว่าด้านใดๆ มักจะมีอัตราผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน


ความไม่สามารถชำระหนี้ (Default)

คือ การที่ผู้ออกไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน


Custodian

ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เป็นผู้เก็บรักษาใบหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ของกองทุนรวม, บุคคลธรรมดา หรือลูกค้าสถาบัน


Spot Date

ภายหลังวันที่ซื้อ-ขาย 2 วันทำการ


ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงัตราดกเบี้ย

เมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อราคารตราสารหนี้ที่ระบุดอกเบี้ยตายตัวในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งนี้เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้นหรือต่ำลง ในขณะที่ตราสารหนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ตายตัวผู้ลงทุนย่อมต้องการ ซื้อตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำหรือสูงขึ้น เพื่อดำรงระดับอัตราผลตอบแทนตามระดับอัตราดอกเบี้ยตลาด

การเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดเรียกสั้น ๆ ว่า ความเสี่ยงด้านราคา (price risk) โดย ตราสารหนี้ที่มีอายุครบกำหนดไถ่ถอนต่างกันและ/หรือมีระดับอัตราดอกเบี้ยที่ ตราไว้แตกต่างกัน จะมีขนาดของการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดที่มีต่อตราสารหนี้อีก ด้านหนึ่ง ได้แก่ ทำให้การลงทุนต่อได้รับอัตราผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรียกสั้นๆ ว่า ความเสี่ยงด้านการลงทุนต่อ (reinvestment risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยทั้งสองด้านนี้ เรียกโดยรวมว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) โดย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยต่อราคาหุ้นกู้และการลงทุนต่อ เป็นไปในทิศทางตรงกันข้างกัน ผู้ลงทุนจึงอาจปกป้องความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยวิธีการเลือกอายุของตราสารหนี้ให้เหมาะสมกับระยะเวลาลงทุน


ความเสี่ยงจากายุไถ่ถน

ตาม ปกติตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาว ควรให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุไถ่ถอนสั้นกว่า เนื่องจากตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาวกว่าย่อมเผชิญกับความไม่แน่นอน มากกว่า อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ความเหมาะสมในการเลือกอายุที่เหมาะสมของหุ้นกู้เปลี่ยนไปด้วย เช่นในสถานการณ์ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง อันทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ ระยะยาว (ภาวะที่ yield curve ทอดลง) ส่วนในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น อันทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสาร หนี้ระยะสั้น (ภาวะที่ yield curve ทอดขึ้น)


ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถนคืนก่นกำหนด

ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บางฉบับ มีข้อกำหนดเปิดทางให้ผู้ออกสามารถเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ก่อนเวลาครบกำหนด (มี call provision) ผู้ออกหุ้นกู้อาจจะบรรจุข้อกำหนดนี้ในเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อให้ผู้ออกมีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนใหม่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดลดลงเหลือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ในหุ้นกู้ใน แง่ของผู้ถือหุ้นกู้ ข้อกำหนดเรื่องการเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดมีข้อเสีย 3 ประการคือ
ประการแรก กระแสเงินสดรับจากหุ้นกู้มีความไม่แน่นอน
ประการที่สอง เนื่องจากผู้ออกจะเรียกไถ่ถอนคืนเมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดลดต่ำลง ดังนั้นเมื่อผู้ลงทุนจะลงทุนต่อย่อมได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงด้วย
ประการสุดท้าย แม้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยตลาดต่ำลงจะส่งผลในราคาหุ้นกู้โดยทั่วไปสูงขึ้น แต่สำหรับหุ้นกู้ที่มีข้อกำหนดเรื่องการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดอยู่ราคาจะไม่ สูงขึ้นมากเพราะในสภาวะเช่นนี้ผู้ออกอาจเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ก็ได้


ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดกเบี้ยตามกำหนด

ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด (Default risk) เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและปัจจัยภายในกิจการ สาเหตุที่กิจการผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระคืนเงินต้น และ/หรือไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ตามกำหนดเวลา มาจากการที่กิจการนั้นมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของธุรกิจหรือ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business risk) และ ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial risk) อยู่

ความเสี่ยงทางธุรกิจ หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้อันเนื่องมาจากลักษณะทางธุรกิจของกิจการ บางธุรกิจต้องใช้ต้นทุนที่
เป็นสัดส่วนสูงในการดำเนินงานเมื่อเกิดความผันผวนในยอดขายกำไรของการดำเนิน งานของธุรกิจย่อมมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจที่ใช้ต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน
เป็นสัดส่วนต่ำ ผลของต้นทุนคงที่ที่มีต่อความผันผวนของกำไรจากการดำเนินงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในยอดขายเรียกว่า Operating Leverage

ความเสี่ยงทางการเงิน หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของเงินทุนของธุรกิจ ถ้าหากธุรกิจจัดหาเงินทุนโดยการกู้ยืม อันมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยซึ่งเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่คงที่ จะเกิดความผันผวนของกำไรสุทธิมากเมื่อกำไรจากการดำเนินงานเปลี่ยนแปลง ผลของการก่อหนี้ที่มีต่อความผันผวนของกำไรสุทธิ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกำไรจากการดำเนินงานเรียกว่า Financial Leverage

การจัดลำดับคุณภาพของหุ้นกู้ (Bond Rating) เป็นการจัดลำดับโดยวิเคราะห์จากโอกาสที่หุ้นกู้นั้นไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นได้ตามกำหนด หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงประเภทนี้สูงจะเสนออัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่ มีความเสี่ยงประเภทนี้ต่ำ


ความเสี่ยงด้านสภาพคล่ง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) หมายถึง ความไม่แน่นอนของการลงทุนอันเนื่องมาจากไม่อาจเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ลงทุน เป็นเงินสดได้ในเวลาที่รวดเร็วโดยไม่ขาดทุน ลักษณะความเสี่ยงประเภทนี้ขึ้นอยู่กับ

ระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนหลักทรัพย์นั้นเป็นเงินสด

ราคา ขายหลักทรัพย์ที่จะได้รับ สำหรับผู้ลงทุนที่มุ่งที่จะถือตราสารหนี้ไปจนครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์ก็จะด้อยความสำคัญลงไป

ความ เสี่ยงด้านสภาพคล่อง สามารถดูได้จากช่วงห่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย (bid-ask spread ) หากมีช่วงห่างสูง แสดงว่ามีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมาก


ความเสี่ยงจากัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในรูปเงินตราต่าง ประเทศ จะมี ความเสี่ยงจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไป (Exchange rate risk) เช่นลงทุนในหุ้นกู้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในรูปเงินเยน เมื่อค่าของเงินเยนอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทได้น้อยลงกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามหากค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นในรูปเงินบาท


ความเสี่ยงจากกฎระเบียบขงรัฐ

ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ (Legal risk) เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น เปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีเงินได้จากตราสารหนี้จากไม่เคยจัดเก็บมาเป็นจัด เก็บภาษี หรือเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้ เป็นต้น


ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้

ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (inflation risk) หรือ ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อของเงิน (Purchasing power risk) เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ค่าของกระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนใน หุ้นกู้ลดลง เมื่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real rate of return) ลดลด หุ้นกู้ที่ระบบอัตราดอกเบี้ยจ่ายไว้คงที่จะมีความเสี่ยงประเภทนี้อยู่ ในขณะที่ตราสารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rate หรือ adjustable bond ) จะมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำกว่า


ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ผู้ออกตราสารหนี้อาจไม่สามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ลงทุนได้ เนื่องจากสาเหตุที่ไม่ คาดคิด เช่น สาเหตุเนื่องจากอุบัติภัยในอุตสาหกรรม ภัยธรรมชาติ หรือการถูกครอบงำกิจการ อันทำให้มีการปรับโครงสร้างเงินทุนบริษัทใหม่


นอกจากนั้นตราสารหนี้ต่างประเภทกัน จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงแต่ละประเภทในลักษณะต่างกันเช่น หุ้นกู้แบบมีดอกเบี้ยที่ตราไว้ที่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Discount) กับหุ้นกู้ที่ขายในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Premium) หรือหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Debenture) กับหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (Mortgage back bond) ตลอดจนหุ้นกู้บริษัทเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน


ทำไมควรจะลงทุนในตราสารหนี้

เนื่องจากสภาวะตลาดในปัจจุบัน ได้กดดันให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้จากเงินฝากประจำ 3 เดือน ซึ่งลดลงอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา จาก 5.50% เป็น 3% เพราะฉะนั้นประชาชนที่ยังคงต้องพึ่งพาดอกเบี้ยในการดำรงชีวิต จึงต้องแสวงหาทางเลือกในการลงทุน เพราะพวกเขาไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่สูงเหมือนในอดีต


คำสั่งกระทำ

Information

One response

26 06 2008
Zalebox

ขอบคุณครับ

ความรู้แน่นปึ๊ก!🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: