Mark to Market

29 06 2008

กองทุนรวมตราสารหนี้ กับการ Mark to Market

วันนี้ มาคุยกันเรื่องการ Mark to Market นะครับ ที่ผ่านมาเพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนคงได้ยินคำๆนี้อยู่บ่อยๆ บ้างคนอาจรู้คร่าวๆแล้วว่าคืออะไร ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้เลยว่ามีผลกับหน่วยลงทุนที่ตัวเองถืออยู่ยังไง

จริงๆแล้วการ Mark to Market ไม่ใช่ทำกับเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้เท่านั้นนะครับ ลองมาดูนิยามของมันก่อน

Mark to Market หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยให้สะท้อนราคาตลาดที่เป็นธรรม” (ยาวดีป่ะ) ก็คือ วิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนถืออยู่ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร ฯลฯ ให้เป็นมูลค่าตามตลาดหรือราคาตลาดปัจจุบัน หรือราคาล่าสุด ที่เกิดการซื้อขายจริงๆในวันนั้นๆ หรือวันก่อนก่อนหน้า (หากวันนั้นไม่มีการซื้อขาย)

จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะตราสารหนี้เท่านั้นที่โดน Mark to Market จริงๆแล้ว ปัจจุบันกองทุนหุ้นในตลาด ก็ต้อง Mark to market ด้วยเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่กองทุนลงทุนในหุ้นนั้น เราใช้ราคาปิดของหุ้นรายๆตัวนั้นๆอยู่แล้ว ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันหมด จริงๆแล้วตราสารหนี้ก็เหมือนกันครับไม่แตกต่างกัน

แล้วการ Market to Market เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ถือหน่วย
- เนื่องจากกองทุนรวมส่วนใหญ่จะมีผู้ลงทุนเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา (ซื้อขายได้ทุกวันทำการ) จึงต้องมีการแบ่งส่วนทรัพย์สินให้แก่คนที่ออกไป หรือส่วนของเงินใหม่ที่จะเข้ามาอย่างเป็นธรรม และวิธี Mark to Market จะทำให้กองทุนสะท้อนฐานะและมูลค่าตามความเป็นจริงในแต่ละสิ้นวันได้ดีขึ้น ไม่เกิดการได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบ สำหรับนักลงทุนเก่า และนักลงทุนใหม่
- อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกองทุนและบริษัทจัดการ ว่าพอร์ตการลงทุนนั้น มีความผันผวนด้านราคาของตราสารมากน้อยแค่ไหน อันจะทำให้นักลงทุนเข้าใจธรรมชาติของกองทุนนั้นๆได้ดีขึ้นครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กองทุน Fixed Income Fund ของ AYF ทุกกองนั้น ปัจจุบัน Mark to Market ทุกวัน โดย NAV ย้อนหลังนั้น มีความผันผวนสูงสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงด้านราคาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (ปัจจุบัน หลายกองทุนนอกจาก AYF ก็นำวิธีการ Mark to Market ทุกวัน มาใช้คำนวน NAV แล้ว)

เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น เอาตัวอย่างแบบคร่าวๆไปดูนะครับ
สมมติ เราลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว วันนี้ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้มูลค่าพันธบัตรและตราสารหนี้ตัวอื่นๆที่กองทุนรวมถืออยู่สูงขึ้น หากไม่มีการ Mark to Market ให้ NAV สูงขึ้นตาม ผู้ลงทุนใหม่ที่เข้าลงทุนวันนี้ ก็จะได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคาถูกเกินความเป็นจริง ขณะที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมหากขายหน่วยลงทุนออกจากกองทุนจะได้ราคาหน่วยที่ น้อยเกินไป
และในทางกลับกัน เมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าตราสารหนี้ที่กองทุนรวมถืออยู่ลดลง หากไม่มีการ Mark to Market เพื่อปรับ NAV ให้ลดลง จะกลายเป็นว่านักลงทุนที่เข้ามาในวันนี้ จะต้องซื้อหน่วยลงทุนแพงเกินจริง และหากนักลงทุนเดิมต้องการไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนในวันนี้ ก็จะได้รับเงินคืนมากเกินไป
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากองทุนจะถือตราสารอายุยาวเพียงใด (Duration port) การซื้อขายได้ทุกวันทำการของกองทุนเปิดนั้น หากไม่มีการ Mark to Market ก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นครับ

ราคาตลาดของหลักทรัพย์ต่างๆ ที่จะใช้ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน ได้แก่
หุ้น : ใช้ราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์
ตราสารหนี้..ใช้อัตราผลตอบแทนจากการซื้อขายครั้งล่าสุดในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
หน่วยลงทุน..ใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) ที่คำนวณได้ ณ สิ้นวัน
เงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน..ใช้มูลค่าเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยค้างรับ

พอจะเห็นความจำเป็น และวิธีการ Mark to Market หรือยังครับ

Read the rest of this entry »





กฏ 24 ข้อ เพื่อทำกำไรในตลาดหุ้น

28 06 2008

นักค้าหุ้นต้องมีกฏเกณฑ์ในการปฏิบัติที่แน่นอนและต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด กฏเกณฑ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ได้รวบรวมจากประสบการณ์ 45 ปี ในตลาดหุ้นของ นายวิลเลี่ยม ดี แก้น ซึ่งเป็นที่เชื่อว่า หากใครสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

1. จำนวนเงินลงทุน ต้องพอดีและจงแบ่งเงินลงทุนเป็นสิบส่วน เท่าๆกัน ในการซื้อขายแต่ละครั้ง อย่าลงทุนซื้อหรือขาย เกินหนึ่งในสิบของเงินลงทุน
2. ใช้คำสั่ง STOP ORDER ควรป้องกันการลงทุนโดยการตั้ง STOP ORDER 3-5 ช่วงต่ำกว่าราคาที่ซื้อ หรือ สูงกว่าราคาที่ขาย
3. อย่าซื้อหรือขายเกินตัว เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนกฎเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนในข้อ 1
4. อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน หลังจากที่ท่านมีกำไร 3 ช่วงหรือมากกว่านั้น จงยกระดับ STOP ORDER ให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ขาดทุน
5. อย่าเริ่มก่อนแนวโน้ม ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ:ตามแผนภูมิของท่าน
6. เมื่อสงสัย ให้ออกจากตลาดและอย่าเข้าตลาดถ้ายังสงสัย
7. ซื้อขายเฉพาะหุ้นที่มีการซื้อขายมาก อย่ายุ่งกับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวช้าหรือแน่นิ่ง
8. จงกระจายความเสี่ยง ซื้อขายหุ้นอย่างน้อย 4 ถึง 5 บริษัท ถ้าเป็นไปได้อย่างลงทุนจนหมดตัวในหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
9. จงอย่าใช้ราคาเฉพาะ ทั้งการซื้อและการขาย จงใช้ราคาตลาด
10. อย่าขายหุ้นทิ้งโดยไม่มีเหตุผลที่ดี จงใช้ STOP ORDER เพื่อป้องกันกำไรหดหาย
11. จงสะสมกำไร หลังจากที่ท่านประสบความสำเร็จและมีกำไรติดต่อกันหลายๆ ครั้ง จงสำรองกำไรส่วนนี้ไว้ต่างหากเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือตอนที่มีการตื่น ตระหนก
12. อย่าซื้อ เพียงแต่เพื่อจะเอาเงินปันผล
13. อย่าเฉลี่ยการขาดทุน เพราะนี่เป็นความผิดที่เลวร้ายที่สุดที่นักค้าหุ้นไม่ควรทำ
14. อย่าออกจากตลาด เพียงเพราะว่าท่านหมดความอดทนหรือเข้าตลาด เพียงเพราะว่าท่านไม่อยากรอ
15. จงหลีกเลี่ยง การขายเพื่อเอากำไรแต่น้อยและอย่าปล่อยให้ขาดทุนมาก
16. จงอย่ายกเลิกคำสั่ง STOP ORDER ที่ท่านสั่งตอนที่ท่านซื้อขายหุ้นนั้น
17. จงหลีกเลี่ยง การเข้าและออกจากตลาดบ่อยเกินไป
18. จงพร้อมที่จะขาย เช่นเดียวกับซื้อและยึดวัตถุประสงค์ในการทำกำไรให้แน่วแน่
19. จงอย่าซื้อ เพียงเพราะราคาต่ำและอย่าขายเพียงเพราะคิดว่าราคาสูง
20. จงระวังการพีระมิดในจังหวะที่ผิด จงรอจนกระทั่งเริ่มมีการซื้อขายมากและระดับราคาได้วิ่งขึ้นผ่านระดับต้านทาน ก่อนที่จะซื้อเพิ่ม และรอจนกระทั่งราคาได้วิ่งตกต่ำกว่าระดับจำหน่ายจ่ายแจกก่อนที่จะซื้อเพิ่ม ขึ้น
21. เมื่อซื้อ จงสะสมหุ้นในบริษัทที่มีจำนวนทุนจดทะเบียนน้อย และ ถ้ายืมหุ้นคนอื่นมาขาย จงยืมหุ้นในบริษัทที่มีจำนวนหุ้นจดทะเบียนมาก
22. อย่าป้องกันการขาดทุน ในหุ้นที่ซื้อมาโดยการยืมหุ้นจากคนอื่นมาขายไปก่อน จงขายหุ้นที่ซื้อมาไปในราคาตลาดและยอมรับการขาดทุนเพื่อคอยโอกาสครั้งต่อไป
23. อย่าเปลี่ยนสถานภาพการลงทุน (POSITION) ในตลาดโดยไม่มีเหตุผลที่ดี เมื่อท่านตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นแล้ว จงให้โอกาสตัวเองตามเหตุผลที่ดีบางประการหรือตามแผนที่กำหนดไว้ อย่าขายหรือซื้อจนกว่าจะมีสัญญาณบอกว่าแนวโน้มได้เปลี่ยนทิศทาง
24. จงหลีกเลี่ยงการเพิ่มพอร์ท หลังจากที่ประสบความสำเร็จและมีกำไรมาเป็นเวลานาน

เมื่อท่านตัดสินใจที่จะซื้อขายหุ้น ท่านต้องแน่ใจว่าท่านไม่ได้ฝ่าฝืนกฏข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ซึ่งเป็นกฏที่จำเป็นต่อความสำเร็จของท่าน หากท่านขายหุ้นไปโดยมีการขาดทุน จงทบทวนกฏข้างต้นใหม่และพิจารณาดูว่าท่านได้ทำผิดกฏข้อใด แล้วอย่าทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ประสบการณ์และการพิจารณาอย่างรอบคอบจะทำให้ท่านเชื่อคุณค่าของกฏเหล่านี้ การสังเกตและการศึกษาจะนำท่านสู่วิธีการที่ถูกต้องเพื่อ ความสำเร็จและกำไรในตลาดหุ้น

by วิลเลี่ยม ดี แก้น / สรุปและเรียบเรียงโดย คณิต เศรษฐนันท์





What is "NAV"?

18 06 2008

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value หรือราคา NAV) หมายถึง ทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม ตลอดจนผลประโยชน์ต่างๆ ที่กองทุนรวมได้รับจากการลงทุน ณ เวลาขณะใดขณะหนึ่งหักออกด้วยค่าใช้จ่าย และหนี้สินของกองทุนรวมนั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว จะทำการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนตามราคาตลาด (Mark to Market) ในแต่ละวัน เพื่อให้สะท้อนถึงมูลค่าที่เป็นจริงตามสภาวะตลาดที่ได้เปลี่ยนแปลงไป สำหรับกรณีที่ทรัพย์สินนั้นไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นในวันที่ทำการคำนวณ ก็ให้ใช้ราคายุติธรรม หรือราคาเสนอซื้อครั้งสุดท้ายในการคำนวณแทน

ทั้งนี้ ทาง บลจ. จะเป็นผู้ทำการคิดคำนวณราคา NAV ขึ้นมา และเปิดเผยให้นักลงทุนตลอดจนประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างเป็นประจำ และสม่ำเสมอ ในกรณีของกองทุนปิด ก็จะประกาศให้นักลงทุนทราบทุกวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ สำหรับกรณีของกองทุนเปิด จะประกาศให้ทราบทุกวันทำการที่มีการซื้อขายหน่วยลงทุน โดยทำการประกาศ ณ ที่ทำการของบริษัทตัวแทนจำหน่าย และในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งฉบับ อย่างไรก็ตาม ราคาที่ประกาศให้ทราบนั้นจะแสดงอยู่ในรูปของมูลค่าต่อหน่วยลงทุน โดยนำเอาราคา NAV มาหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุนที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งมูลค่าต่อหน่วยลงทุนนี้อาจสูงขึ้น หรือลดลงก็ได้ หากมูลค่าต่อหน่วยลงทุนลดลงน้อยกว่าราคาที่ได้ลงทุนเมื่อเริ่มแรก นักลงทุนก็จะอยู่ในฐานะขาดทุน ในทางกลับกัน หากมูลค่าต่อหน่วยลงทุนสูงขึ้นมากกว่าราคาที่ลงทุนเริ่มแรก นักลงทุนจะอยู่ในฐานะกำไร
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรจะรู้ก็คือ มูลค่าต่อหน่วยลงทุนที่ถูกประกาศให้ทราบนั้นจะเป็นมูลค่าที่คำนวณได้จาก ราคาตลาดของทรัพย์สินในวันก่อนหน้าวันที่ประกาศนั้นหนึ่งวันเสมอ ยกตัวอย่างเช่น มูลค่าหน่วยลงทุนที่ประกาศในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 25X1 จะเป็นราคาที่คำนวณได้ของวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 25X1 ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมนี้ในวันที่ 2 มีนาคม จะยังคงไม่ทราบราคาที่จะซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนได้ในวันนั้นทันที แต่ต้องรอไปทราบเอาจากราคาที่ประกาศในวันที่ 3 มีนาคมถัดไปอีกหนึ่งวัน เป็นต้น





Bank & Money Links

16 06 2008

ธนาคารของรัฐ

 ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
ธนาคารออมสิน
 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 
 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

 ธนาคารอาคารสงเคราะห์
 
ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย

ธนาคารพาณิชย์

 กรุงศรีเทรดลิงก์
 ซิตี้แบงค์ ไทยแลนด์
 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
 
ธนาคารกรุงไทย ชาริอะฮ์
 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารนครหลวงไทย
 ธนาคารยูโอบี รัตนสิน
 ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด นครธน จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
 ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ธนาคารออนไลน์

 กรุงศรีออนไลน์
 
กรุงเทพ อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง
 กรุงไทยอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง
 กสิกรไทย ทีเอฟบี อี-อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (TFB e-Internet Banking)
 ซิตี้แบงก์ ออนไลน์

 ทหารไทย อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง
 ทหารไทย อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง
 ทหารไทย อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง
 สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ออนไลน์
 เอชเอสบีซี อินเทอร์เน็ต แบงค์กิ้ง
 เอสซีบีอีซี่
 เอเชีย ไซเบอร์แบงค์กิ้ง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

 ธนาคารกรุงเทพ
 ธนาคารกรุงไทย
 ธนาคารกสิกรไทย
 ธนาคารทหารไทย
 ธนาคารนครหลวงไทย

 ธนาคารยูโอบี รัตนสิน 
 ธนาคารเอเชีย 
 ธนาคารไทยธนาคาร
 ธนาคารไทยพาณิชย์
 อัตราแลกเปลี่ยน : กรมศุลกากร 
 อัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ธนาคารยูโอบี รัตนสิน
 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

สถานีโทรทัศน์

 ยูบีซี
 สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

 สถานีข่าวช่อง 11
 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7

 สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท.
 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 (กรมประชาสัมพันธ์)
 สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ITV
 เนชั่นชาแนล 8 (ยูบีซี 8)

อื่นๆ ที่น่าสนใจ

 MSN Money
 Pantip Market
 Sanook!
 Yahoo!
 MSN Thailand

 Google 
 Google Thailand 
 U-Credit
 University
 สร้างเว็บไซต์
 GM

หนังสือพิมพ์

 กรุงเทพทูเดย์ 
 กรุงเทพธุรกิจ

 กรุงเทพธุรกิจบิสวีค
 ข่าวประกวดราคา
 ข่าวสด

 คม-ชัด-ลึก
 ฐานเศรษฐกิจ
 บางกอก โพสต์ 
 บิสซิเนสเดย์ : Business Day
 บ้านเมือง
 ประชาชาติธุรกิจ
 ผู้จัดการ ออนไลน์
 พิมพ์เหลือง
 สยามกีฬา 

 สยามธุรกิจ
 สยามรัฐ
 สวัสดีกรุงเทพฯ
 หนังสือพิมพ์กระแสหุ้น
 หนังสือพิมพ์ทันหุ้น
 เดลินิวส์
 เดอะเนชั่น : The Nation
 เส้นทางเศรษฐกิจ
 แนวหน้า
 โพสต์ทูเดย์
 โลกวันนี้
 ไทยรัฐ
 ไทยโพสต์

บริษัทเงินทุนและเงินทุนหลักทรัพย์

 ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
 บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)
 ตลาดหลักทรัพย์ใหม่  
 บริษัทหลักทรัพทย์ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) 

 บริษัทหลักทรัพท์ ทรีนีตี้ จำกัด 
 บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้ จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

 บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาติ จำกัด 
 บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส วอร์เบิร์ก จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด 
 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ เอบีเอ็น แอมโร เอเซีย จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ เอส จี สินเอเซีย จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาติ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยาเจเอฟ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม กรุงไทย จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ทหารไทย จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บีโอเอ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม พรีมาเวสท์ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด
 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมแห่งแรกของประเทศไทย
 บริษัทเงินทุน ทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
 บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน)
 บริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
 บริษัทเงินทุน สินเอเซีย จำกัด (มหาชน)
 บริษัทเงินทุน เกียรตินาคิน จำกัด มหาชน
 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน)
 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอไอจี ไฟแนนซ์ (ปทท.)
 สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ 





คาถาเล่นหุ้น..มือใหม่

16 06 2008

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูหุ้นมูลค่าคนต้นๆ ของเมืองไทย เปรียบเปรยไว้ว่าการลงทุนก็เหมือนการ “เลี้ยงลูก” ซึ่งจะให้ออกดอกออกผลสวยงาม ก็ต้องมองกันไกลๆ

ดร.นิเวศน์ ให้นิยามไว้ว่า การลงทุนที่ยั่งยืนจะต้องเป็น “การลงทุนหุ้นเพื่อชีวิต (ที่ดีในวันหน้า)” หรือ Investment for Life
ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี

“ในโลกสมัยใหม่ การมีหุ้นต้องเลี้ยงดูให้เหมือนกับการมีลูก หรือการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีในวันหน้า เราต้องค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่ง หุ้นเหล่านี้จะเลี้ยงเราได้ เพราะหุ้นเป็นธุรกิจและอนาคตของเรา” ดร.นิเวศน์ กล่าว

กูรูหุ้นมูลค่าบอกว่า หลักใหญ่ใจความของ Investment for Life ชัดเจนว่า การลงทุน คือ การทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงชีวิตในอนาคต หุ้นที่เลือกไว้ในพอร์ต จะต้องอยู่กับเรานานๆ จึงต้องเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตทุกบริษัท

ในทางกลับกัน หากเห็นแววว่าหุ้นที่ถืออยู่มีปัญหา ไม่สามารถทำกำไรได้ ก็ต้องตัดใจ “กำจัด” ออกจากพอร์ตโดยไว เพื่อไม่ให้เงินลงทุนจมอยู่กับธุรกิจที่ไร้อนาคต

นอกจากจะต้องร่อนตะแกรงเลือกหุ้นที่ดีจริงๆ ดร.นิเวศน์ ยังบอกด้วยว่า การลงทุนเพื่อชีวิต (ที่ดีวันข้างหน้า) จำเป็นต้องมีหุ้นหลายๆ ตัวในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง หากหุ้นบางตัวเกิดขาดทุน

“ถ้าไปเจอะกิจการที่ดีมากๆ ทุกปีจ่ายปันผล 3-4% จะดีกว่าการฝากเงินธนาคารได้ 1-2% ต่อปี เพราะถือว่าเงินไม่ได้เติบโต เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ได้ปันผล 3-4% ต่อปี ยิ่งนานเข้าก็จะได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะกิจการเติบโตเร็ว ราคาหุ้นก็จะขึ้นไปทุกปี ฉะนั้นก่อนที่จะซื้อหุ้นต้องดูผลประกอบการย้อนหลังไป 3-4 ปี เมื่อข้อมูลบอกชัดว่าหุ้นโต ก็แสดงว่าบริษัทมีศักยภาพ”

แล้วจะเลือกหุ้นอย่างไร และมีหุ้นกี่ตัวถึงจะพอ

ดร.นิเวศน์ แนะนำว่า พอร์ตควรจะมีหุ้นประมาณ 5 บริษัท ต้องผ่านการเลือกเฟ้นอย่างดี จากนั้นก็ติดตามว่าบริษัทยังมีกำไรเติบโต และจ่ายปันผลที่ดีต่อเนื่อง โดยสถิติแล้ว หุ้นที่ดีจะจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.50 บาท เช่น จากปีละ 4 บาท หรือเฉลี่ย 4% ต่อปี ก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ มีหุ้นบางตัวเคยจ่ายถึง 100 บาทต่อปี แต่อาจมองไม่เห็นเพราะบริษัทลดราคาพาร์ลงมา

ด้วยวิธีลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เวลาผ่านไป เมื่อเราอายุ 50-60 ปี เงินปันผลก็จะเลี้ยงชีวิตเราได้

ดร.นิเวศน์ ยกตัวอย่างพอร์ตของตัวเองไว้ว่า เขาลงทุนในหุ้นที่ดีจากเงิน 10 ล้านบาท เวลาผ่านไป 10 ปี ได้ปันผล (ปี 2549) ปีเดียว 10 ล้านบาท เพราะเขาเข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นๆ ตั้งแต่ราคายังถูก และเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นแย่มาก จึงเป็นโอกาสลงทุนก่อนคนอื่น

“การลงทุนต้องใจเย็น อย่ากังวล เหมือนเวลาเราเลี้ยงลูก ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ามั่นใจว่าเราเลือกหุ้นตัวดีๆ เฝ้าดูแลว่าผู้บริหารบริษัทขยันทำงาน จ่ายปันผลตรงเวลา เมื่อเวลาผ่านไป เงินปันผลก็จะทบขึ้นไปเรื่อยๆ

พอถึงวันหนึ่งจะมีเงินเลี้ยงเราในตอนแก่ โดยเราไม่ต้องทำงานก็ได้ เหมือนกับเรามีลูกเลี้ยงดู”

นี่คือหลักคิดของ Investment for Life ลงทุนเพื่อชีวิต (ที่ดีในวันข้างหน้า) ในสไตล์ ดร.นิเวศน์ เซียนหุ้นมูลค่าของเมืองไทย

 

ทางด้าน ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี รายนี้ไม่ใช่เซียนหุ้น แต่เป็นที่ปรึกษาภาษีตัวยง

โดยความเป็นจริง พอร์ตลงทุนของ ดร.สุวรรณ ไม่ได้มากมาย แต่เขามีเคล็ดลับจากเพื่อนเศรษฐีใกล้ๆ ตัวมาเล่าให้ฟัง

เพื่อนคนนี้เป็นชาวต่างชาติ ที่มีลีลาลงทุนแตกต่างจาก ดร.นิเวศน์ อย่างสิ้นเชิง โดยใช้วิธีซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยเหตุผลว่าเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.20% และนำเงินไปฝากโบรกเกอร์เพื่อหักบัญชีซื้อขายหุ้น ซึ่งจะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียงแค่ 0.15% เท่านั้น

ส่วนการเลือกหุ้น เขาจะดูหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากๆ และซื้อขายหุ้นจำนวนมากครั้งละ 4-5 แสนหุ้น

“เขาได้ศึกษาหุ้นมาแล้ว เช่น มีหุ้นบางตัวราคา 10.60 บาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมาราคาไม่เคยต่ำไปกว่านี้ แต่เวลาขาขึ้นจะขึ้นขั้นละ 10 สตางค์ เมื่อเขาซื้อ 10.60 บาท พอขึ้นไป 10.80 บาท จะขายออก เขาบอกว่าได้กำไร 2-3% ภายใน 3 วัน ดีกว่าฝากแบงก์ได้ 2-3% ต่อปี

ลงทุนเดือนละครั้งก็คุ้มค่าและอยู่ได้อย่างสบายๆ เพราะเขาลงทุนทีละจำนวนมากๆ”

คาถาลงทุนของสุวรรณ พอสรุปได้ว่า..

หนึ่ง.. นักลงทุนรายย่อยถือยาวแบบ **** อาจ ลำบาก อาจใช้วิธี “เล่นช่วงสั้น” ได้บ้าง แต่จะต้องดูหุ้นบางตัวที่ความเสี่ยงต่ำมากๆ เพราะถ้าผิดพลาด ราคาลงไปต่ำ ถือไปสักพัก ราคาก็จะขึ้นมาเอง ที่สำคัญหุ้นนั้นจะต้องมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงๆ เพื่อจะเข้าออกได้ง่าย

“อย่าคิดว่าได้กำไร 2-3% ต่อเดือนมันน้อย เพราะความจริงจะได้ปีละ 36% ซึ่งเดือนละ 2-3% ได้แน่นอน ผมก็ลองเล่นตามวิธีของฝรั่งคนนี้ ก็ได้ผลกำไรค่อนข้างดี แต่ผมซื้อทีละ 5 แสนหุ้น หรือคราวละล้านหุ้น ได้กำไร 2-3% คิดเป็นเงินก็แสนกว่าบาทแล้ว”

สอง..พอซื้อขายได้กำไร ส่วนหนึ่งของกำไรก็ให้รางวัลแก่ชีวิตตัวเอง กินเที่ยวอย่างมีความสุข กำไรอีกส่วนเก็บไว้ในกองทุนหุ้นหรือตราสารหนี้ เมื่อกำไรเติบโตมากพอควร ก็ให้เอาไปซื้อ “ทองคำ” เก็บเอาไว้ เพราะในชีวิตคนเรา แม้จะบอกว่าหุ้นตัวนี้ไม่มีทางเจ๊งเพราะเป็นหุ้นรัฐบาล แต่พอราคามันลงไปลึกๆ อาจจะฟื้นตัวได้ยาก

“ผมเชื่อว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 เหรียญ /บาร์เรล ตอนนี้อยู่ที่ 83 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำขึ้นมา 743 เหรียญ/ออนซ์ ราคาทองตอนนี้ขึ้นมาบาทละ 11,960 บาท ถ้าราคาน้ำมันวิ่งขึ้น 100 เหรียญ/บาร์เรล โอกาสที่ทองคำจะขึ้นไปได้อีก”

สุดท้าย สาม.. นอกจากได้กำไรจากหุ้น แล้วย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่น เช่น ทองคำ แล้ว ก็อาจนำกำไรไปซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าก็ได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังต่ำอยู่ เช่น คอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า ซึ่งในระยะยาวจะมีศักยภาพที่ดีมาก

 

ดังนั้นถ้ายังไม่มั่นใจว่าเลือกทางไหนก็ให้แบ่ง

เงินลงทุนเป็น 2กองก่อนก็ได้

กองหนึ่งเล่นเก็งกำไร

อีกกองลงทุนเก็บไปเรื่อยๆ

ก็จะรู้ว่าตัวเองถนัดยังไง

ทั้งสอง มันทำกำไรได้และก็ขาดทุนได้เหมือนๆ กัน





ลงทุนใน Equity ETF ต่างจากลงทุนในหุ้น และกองทุนรวมดัชนีอย่างไร

9 06 2008

การลงทุนใน Equity ETF มีความคล้ายคลึงกับการลงทุนในหุ้น แต่ได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงคล้ายกับลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (index fund) ที่เป็นกองทุนที่มีนโยบายกระจายการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET 50 โดยตารางด้านล่างได้แสดงเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลงทุนใน Equity ETF หุ้น และหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดัชนี

  ETF หุ้น Index Fund
ราคาซื้อ-ขาย เป็นไปตามกลไกตลาด (real time) นักลงทุนทราบเป็นไปตามกลไกตลาด เป็นไปตามกลไกตลาด (real time) นักลงทุนทราบเป็นไปตามกลไกตลาด มูลค่าต่อหน่วย (NAV) บวก ลบ ค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) ณ สิ้นวัน หรือ วันทำการถัดมา
หน่วยที่ใช้ในการซื้อ-ขาย Board lot โดย 1 board lot เท่ากับ ETF 100 หน่วย Board lot โดย 1 board lot เท่ากับ หุ้น 100 หุ้น ไม่ระบุหน่วย แต่มีจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท
ช่วงเวลาในการซื้อ-ขาย ตลอดช่วงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ ตลอดช่วงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ ซื้อ ขาย ณ ระหว่างวันทำการ แต่ไม่ยังทราบราคาในการ ซื้อ ขายหน่วยทันที
ค่าธรรมเนียมในการซื้อ ขาย ค่าธรรมเนียมการซื้อ ขาย ขั้นต่ำ 0.1% ค่าธรรมเนียมการซื้อ ขาย ไม่เกิน 0.25% อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.25%
การซื้อ- ขาย ซื้อ ขาย ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อ ขาย ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อ ขาย คืนผ่านบริษัทจัดการฯ โดยตรง
การชำระราคา T+3 T+3 T+4
เงินปันผล มี มี มี
ประโยชน์จากการลงทุน กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบในดัชนี SET50 มีความเสี่ยงจากการลงทุน ดในหุ้น กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบในดัชนี SET50
แหล่งข้อมูล : http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/FAQ_t.asp





ตัวอย่าง port การลงทุนในกองทุนจริงๆ คนหนึ่ง

6 06 2008

อ่านเจอใน Pantip เลยอยากเก็บไว้เผื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่สนใจครับ …
กรณีคนนี้ลงทุนในกองทุนของ SCB ทั้งหมด แบ่งออกเป็นตามนี้

SCBDV
:: อาจจะมีสภาพคล่องที่น้อย คือออกได้เฉพาะวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์เท่านั้น
:: ซึ่งเหมาะกับการลงทุนระยะยาว จากการที่มีนโยบายเลือกหุ้นเฉพาะ
ที่มีประวัติการจ่ายปันผล อย่างต่อเนื่องทุกปี ยังไม่เคยขาด จึงมองได้
ว่าราคาหน่วยลงทุนของ SCBDV น่าจะมีอัตราการเติมโตที่ไม่หวือหว่า
มากนักเนื่องจากหุ้นกลุ่มที่นิยมการจ่ายปันผล ส่วนใหญ่จะลงทุนเก็บไว้
มากกว่าการซื้อ-ขาย รายวันครับ
SCBSET
:: ใช้เส้นดัชนีหุ้น (SET INDEX) เป็นเครื่องในการหาจังหวะและโอกาสนในการลงทุน
:: มีค่าธรรมเนียมเฉพาะขาออก 0.1%+VAT
:: ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน ได้ทุกวันทำการ
SCBPMO
:: มีการกระจายการลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ โดยมีสัดส่วน
- หุ้นในกลุ่ม SET50 : ประมาณ 40%
- หุ้นที่ต่ำกว่า SET100 + MAI : ประมาณ 40%
- อีกประมาณ 20% ที่เหลือจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่นอกเหนือจากหุ้น
อย่างเช่น TFEX หรืออาจมีการเลือกหุ้นที่เหมาะกับช่วงเวลาการฉกฉวยโอกาส
จากตลาดหุ้นได้ในระยะสั้น
:: มีค่าธรรมเนียมเฉพาะขาเข้า 1.0%+VAT
:: ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน ได้ทุกวันทำการ

PS :

ส่วนผมเองเลือก SCBSFF ไว้เป็นแทนบัญชีออมทรัพย์ เพราะมีสภาพคล่องใกล้เคียงกัน ไว้เป็นที่พักเงิน





ชื่อเล่นในวงการนักเล่นหุ้น

6 06 2008

kk   = คิงคอง
cpf  = น้องไก่
ple  = น้องเปิ้ล
s2y  = สยองทูยู

irpc  = ไอรักประชัย

mint น้องมิ้น or ไอ้ติม
ever อีเวน
sattel ดาวเทียม
oishi ชิมิโจดะ
cei พัดลม  ใช่ป่าวอะจำไม่ได้
vibha วิบ้า
major โรงหนัง
sport กีฬา or รถสปอด
MCOT ช่อง9
SUPER   Super MAN
Theco   เดอร์ค..ยย
gold ทอง
lanna  แอนนา เกียวกันป่าวหว่า
picni แก๊ซ
erawan ช้าง erawan-w ลูกช้าง
twp ไตวาย
singha เบีย ใช่ป่าวอะลืม
AJ   AJ DVD
AI  Artificial intelligence
์NWR น้องเน่า มะรุ้ใ้ช้ป่าว
eastw น้ำ eastw-w ลุกน้ำ
ever = ไอ้เวอร์
gfpt  = ขายไก่
nch  = บ้านนรก
tfd   =  โรงงานนรก
iec   = ไออีซี้
scc  =  ปูนใหญ่
apure = อาเปียว
ratch = หอยทาก
vibha = อีบ้า
picni =  ถังแก๊ส
pae  =  ขาเป้
pdi   = ทองแดง
dsgt = ผ้าอ้อม
psl   = เรือแขก
tta   = เรือฝรั่ง
rcl   = เรือตู้
tmb = ทหารลาว
tipco = สัปปะรด
jas  = ป้ามะลิ
gen = น้องเจน
lpn  = คอนโด
ionx = โดนน็อค
secc = รถหรู

kmc เคเอ็มซวย

 

1. TT&T – กำไรน่ะมีมั้ย ??
2. CWT  – Skin Disease
3. TC  – หอยลายโดนหนีบ
4. TTTM  – ผืนผ้าฮาไม่ออก
5. SUN  – ปิดป่าพาจน
6. CPH – OEM เต็มขั้น
7. SAWANG  – อัญมณีบี้ทับ
8. THIP  – หลอดดูดซู๊ดซ๊าด
9. SUSCO  – เรื่องน้ำมันฉันเศร้า
10. UF  – Nike นี้แดงเถือก
11. BTC  – ผ่านท่าสินค้าซบ
12. SINGER  – เช่าซื้อแกงโฮะ
13. EWC – งามหน้าหาใดเปรียบ
14. NVL  – เช่าซื้อมาอีกแล้ว
15. GSTEEL  – อุ้มเขาเรากระอัก
16. FNS  – ตบยุงที่ 1
17. JAS  – เหมือน GSTEEL เลย
18. BTNC – น้องนางอยู่ห้างไหน
19. UFM  – แป้งสาลี 4 เหล่า
20. ESTAR  – ซีสตาร์พาสลด
21. UMI  – ลีลามหาวินาศ
22. GFPT – ไก่ย่างถูกเผา (มันจะถูกไม้เสียบๆ)
23. SMM  – การ์ตูนขำค้าง
24. SPSU  – ชักดาบ เช้ง เช้ง
25. TCOAT  – กระสอบผ้าอาถรรพ์
26. NSM  – ตำนาน NPL
27. HFT  -  ยางแบนแต๊ดแต๋
28. N-PARK  – ไปไม่กลับหลับไม่ตื่น
29. PF  – น้องนางเปี๊ยนไป๋
30. SITHAI  – ถ้วยชามงามแท้
31. BATA – คุณปู่ตกยุค
32. TYCN  – ความถ่วงจำเพาะสูง
33. BCP  – ขืนใจรายย่อย
34. ITV  – ทีวีเสรี (จริงๆ นะ ขอบอก)
35. TCJ  – ขวัญใจรากหญ้า
36. TPIPL  – Phantom Menace
37. NEW  – ภูธรสุดๆ
38. MK  – โอ้ย ลูกเมียน้อย
39. YNP  – ABC หนี้ท่วม

40. SUPER  – มวลหนักกระอักเลือด

41. UTP  – กระดาษขาดใจ
42. SUC  – น้องดาวน์พระศุกร์
43. LTX  – ฉันทนารายใหญ่
44. PSAP  – โดนต่อยถ้วนหน้า
45. DISTAR – ไทยชอบของนอก
46. PREB  – รับเหมาเรารออยู่
47. ACL  – น้องใหม่มาแล้ว
48. CEI  – เศษซากอารยะธรรม
49. GOLD  – อสังหาเจ้าขุน
50. TPP  – จะทำธุรกิจอยู่รึเปล่า
51. NIPPON  – พลาสติกช้ำๆ
52. CNS  – ตบยุงที่ 2
53. TGCI  – ระฆังคว่ำอำมหิต
54. INET – เน็ทนี้มีเสียว
55. SIRI  – อสังหาพาร์พิลึก
56. TMB  – มหาสมุทรไร้ก้น
57. CSC  – ฝานี้มีล็อค
58. JCT  – มีแผลมาทางนี้
59. S2Y  – content collapse
60. PAF  – รองเท้าเขย่าขวัญ
61. KCE  – PCB สีเลือด
62. GENCO  – สารพิษติดจั่น
63. Q_CON  – มวลหนักหักเหลี่ยมโหด
64. MLINK  – การเมืองเรื่องเจ๊ง
65. MIDA  – มังกรเงินผ่อน
66. SSF – ทะเลโลหิต
67. CI  – 30% ทำพิษ
68. IFEC – โคนิก้าพาสยิว
69. BAT-3K  – เบอร์หนึ่งพึงระวัง
70. CHARAN  – จรัญฉันหนาว
71. PICNI – นรกมีจริง
72. SATTEL  – การเมืองเรื่องสยอง
73. SC  – การเมืองเรื่องเห่ย
74. TR  – เจ้าพ่อเส้นใย
75. ECL  – อีกแล้วหรือนี่
76. KTECH -  รับเหมาไม่เอากำไร
77. TVI  – ก็เว็บนี้งัย
78. BSBM  – ของเขายาวใหญ่
79. MATCH  – อาตี๋สร้างวิมาน
80. TONHUA  – ตงหัวยึเป้า

81. TNITY  – ตบยุงที่ 3
82. PA  – The City มีลุ้น
83. UST  – มิตรผลคนจอง
84. TMD  – พลังถังเหล็ก
85. KC  – อสังหาพาป่วน
86. HTC  – ครกของพี่บิ๊ก
87. TSI  – ประกันหวั่นไหว
88. STA  – ยางแดงแผลงฤทธิ์
89. SICCO – สินเชื่อเหลืออิ่ม
90. SVH  – โรงบาลชาญสนาม
91. TRU  – ฉันเกลียดดดดด CRV
92. BT  – ดอกเบี้ยละเหี่ยใจ
93. DE  – ไม่ล้มละลายแล้ว (เฮ)
94. CFRESH  – กบนอกกะลาพาไปดู
95. PAP  – ท่อน้อย return
96. RCI  – รายเล็กสู้ๆ
97. ASIAN  – ปลาทราย dilution
98. SYRUS  – ตบยุงที่ 4
99. VNT  – PVC Erotic
100. METCO  – CRT มีเสียว
101. ASIMAR  – ซ่อมเรือเชื่อได้ (มั้ง)
102. THANI  – มือสองของเฮีย
103. KGI  – ตบยุงที่ 5
104. PL  – ผีซ้ำด้ำพลอย
105. PRECHA  – บ้านนี้สีแดง
106. NOBLE – บ้านหรูพอดูได้
107. TIC  – ตัวอย่างพอเพียง (1)
108. TSTH  – บลส. ขอ inter
109. TKT  – พลาสติกหงิกหงอย
110. KMC  – การเมืองก็ช่วยไม่ได้
111. TOG  – ชอบกันทั้งสั้นยาว (เอียงๆ ก็ชอบ)
112. TFD  – โรงงานหารสอง
113. SMK  – รถยนต์นี้ฉันจอง
114. OGC – กระจกใสไร้แรงส่ง
115. FANCY – ไม้ยางทำพิษ
116. ASK  – dilute แค่เอื้อม
117. BFIT  -  ก๊วนใต้สยายปีก
118. INOX  – เหล็กยุทธ์เซียนสะท้าน
119. PERM  – เพิ่มสินเข้ากระเป๋าใครบ้าง ??? (อยากรู้จริงๆ)
120. AJ  – ฟิล์มนี้มีหนี้พ่วง

121. TCAP  – เงินทุนคุณขอมา
122. TMW  – พลาสติกติดหล่ม
123. TRUBB – ยางเด้งเก็งกำไร
124. TCMC  – พรมพระเจ้าเหา
125. SSI  – เหล็กหนักปักธรณี
126. TK  – ราชาเงินผ่อน
127. BJC  – ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
128. NWR  – รับเหมาเราหมด
129. KTP  – สิงคโปร์โอ้โฮเละ
130. SVI  – EMS wait & see
131. AYUD  – เต่าเรียกแม่
132. UP  – พลาสติกไม่พลิกไปไหน
133. SMC  – วอลโว่ พุทโธ่ พุทถัง
134. US  – ยุงหมดสินธรแล้วจ้ะ
135. CCP  – ชลบุรีมีตอ
136. PR  – หมี่น้อยกลอยใจ
137. LVT  – วิศวกรรมอำพราง
138. CPF – เป็นไก่การเมือง
139. SSC  – ย่อมเป็นดั่งชื่อ
140. TAPAC  – พลาสติกระริกระรี้
141. CHUO  – โฆษณาหน้ามืด
142. LRH  -  หนูฟื้นแล้วจ้า
143. BLAND – เมืองทองต้องสู้
144. ASL  – มนุษย์ทองคำ (ตรึม)
145. SAMCO  – ตัวอย่างพอเพียง (2)
146. PTL  – ฟิล์มล้นคนติดดอย
147. SMIT  – เครื่องกลคนหนาว
148. KK  – เล็กขอฟัดใหญ่
149. TWP  – ดึงได้ไม่กลัวขาด
150. KDH  – กระแสแท้เชียว
151. SIS  – ขายส่งคงซึม
152. MACO  – โฆษณาพาสยิว
153. CTW  – ไม่ใช่สุนัขทรงเลี้ยง
154. BKI  – เจ้าแห่งพอร์ตหุ้น
155. UV  – จักจั่นลอกคราบ
156. IEC – เทพีล้างป่าช้า
157. LST  – ไขมันจุกอก
158. DCON  – ตามแห่เป็นเหตุ
159. LOXLEY  – อบายมุขจุกเสียด
160. WACOAL  – เจ้าแห่งการยก
161. KASET  – วุ้นเส้นติดคอ
162. SSEC  – ยุงหมดประเทศแล้วจ้า
163. STAR  – โถดาวเต็มฟ้า
164. PRANDA  – พอเพียงยอดเยี่ยม
165. DM  – รายเล็กแล้วไง ??

 

แบบดารา

รวมมาจากหลายๆที่ครับ
acl = อั๊วซี้แล้ว
aot = ไอ้อ็อด
AOT -ลูกอ๊อด
APC -สีทาบ้าน
apure อาเปียว
AREEYA -น้องป๊อป
ASIMAR อาซิ้ม
ASIMAR-W อาหมวย(ลูกอาซิ้ม)
ASL : อิ๊คคิวซัง
ASL -ไอ้สาระเลว
Asp = หลักเอ
BAY – เบ่เบ้
BECL – ทางด้วน
Boa โบ๋
BOA+BAY -โบ้เบ้
BAT3K 3เกย์
cpf สะพานฟาย
CAPE -ขาเป๋
CIRKIT -สะกิด
Cnt คริสเตียน ดิออร์
DCC : ด็อกแด็ก
DRACO -ลาโง่
Ecl = อีซี้แล้ว
Egat = อีแก่
estar = นังดาว
ESTAR – คุณดวงดาว
Genco = หุ้นขยะ
hemraj = น้องเหม
HMPRO – บ้านโป๊
itd = ไอ้ทีเด็ด
jas = แม่มะลิ (w = ลูกมะลิ)
jutha = เรือไทย
kest น้องเคส
kh = กุ้งแห้ง
KK ==> คิงคอง
Ketch – คิงเทกซ์
KWH : ข้อต่อ
LEE -ผู้ใหญ่ลี
LH -ลุงเหี่ยว
Loxley = ร้อยเล่ห์
LOXLEY -ร่อแร่
LPN : เอ็นพีเอล
LVT ==> หลุยวิตตอง
Mida = มิดะ
MK -สุกี้
NFS -น้าชาติ
n-park = สวนสนุก
NWR -เจ๊เนา
PDI : ป้าแดง
PICNI -ปิ๊กมี่
ple = น้องเปิ้ล
ppm = น้องเอิ๊ก
psl = เรือแขก
ptt = พานทองแท้,ปอเต๊กตึ๊ง
PTTEP -พี่เทพ
RATCH : ก๋วยเตี๋ยวเรือราดรี
rcl = เรือเจ๊ก
ROJANA : รจนากับพระสังข์
Scp = scorpion
shin = ชินจัง
shin-w1 = ลูกชิ้น
sis เสียวxxx
spali = ป้าสุภา
SPL -สัตว์ประหลาด
SUSCO -หยดน้ำมัน
SVI สะหวีวื่วี
TFD -โรงงานนรก
thl = คาทุ่ง,คาที่
THL -ทุ่งสังหาร/ตายคาทุ่ง
tk = ถัง…..
TKS – ตุ๊กแกหลายตัว
TK – ตุ๊กแก
TMB – ทหารลาว
TOC : น้องต็อค
Toc = ต๊อกซี่
TOC -ป๋าต๊อก
top = โอทอป(otop)
TRUE : เมื่อความจริงปรากฎ
tt&t = สามที
TT&T -ตีตี๋
tta = เรือฝรั่ง
TYONG -ตี๋ย้ง
UMS ==> น้องอึมส์
Zmico = ส้วมซึม
zmico-w3 = ส้วมเบอร์สาม
SE-ED ซี๊เอ๋ง
MCOT มคธ
TNX ใครน็อค
DTM เด๊ด เท่ง ม่อง
IEC อ้าย อี ซี้
CPF แม่ไก่
CPF-W2 ลูกไก่
SCIB น้องกิ๊ป
BCP-DR1 หมอหนึ่ง
THL ทุ่งคาฮากลิ้ง
STANLY โคมไฟ
CSC ขวาถีบ
FANCY แฟนซี้
PRANDA หมี
BBL บัวหลวง
MS ไม้สัก
NSM นางสมิง
TUF ซีเล็คทูน่า
MATI ม่าตี
SPACK เอส-แป๊ก (วันนี้ไม่แป๊ก ฮาๆๆ)
MIDA สุภาพ (ไม่ด่า)
SAMCO แซมโก๋
JCT ลูกอมวิเศษ (อาจเป็นลูกเหม็นก็ได้ ฮาๆๆ)
CP7-11 -4
WACOAL ยกทรง
YUASA ยั่วซะ
PTL ผีทะเล
KSL ก็อดซิล่า





What is bond? พันธบัตรคืออะไร

4 06 2008

พันธบัตรคืะไร

บทที่ 1
พันธบัตรคืออะไร
ชนิดของพันธบัตร
พันธบัตรชนิดใดที่มีในตลาด

บทที่ 2
จะซื้อขายพันธบัตรได้อย่างไร
เมื่อผู้ลงทุนต้องการแปลงพันธบัตรเป็นเงินสดจะทำอย่างไร

บทที่ 3 คำจำกัดความต่างๆ
ดอกเบี้ย
วันครบกำหนดไถ่ถอน
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด
ดูเรชั่น
ส่วนต่าง
ความไม่สามารถชำระหนี้
Custodian
Spot date

บทที่ 4 ข้เสนแนะ
ประเภทต่าง ๆ ขงความเสี่ยง ซึ่งผู้ลงทุนในหุ้นกู้จะต้งเผชิญ
ประเภทของความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
ความเสี่ยงจากอายุไถ่ถอน
ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด
ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ทำไมควรจะลงทุนในตราสารหนี้


พันธบัตรคืะไร

พันธบัตร (Bond) เป็นสัญญาที่ออกโดยผู้ขอกู้ยืม โดยจะมีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตร (หรือผู้ขอกู้ยืม) จะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตร (ผู้ให้กู้) ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร


ชนิดขงพันธบัตร

พันธบัตรที่ไม่ระบุดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือเป็นงวดๆ หากแต่จะจ่ายในรูปของภารรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น จากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน
พันธบัตรที่ระบุดอกเบี้ย (Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่มีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตรจะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตรตามอัตราและ ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร และรับซื้อพันธบัตรคืนที่ราคาหน้าตั๋วที่วันครบกำหนดอายุไถ่ถอน
พันธบัตรที่มีการจ่ายดอกเบี้ยในแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate bond) : คือพันธบัตรที่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของผู้ถือ พันธบัตรให้ต่ำที่สุด โดยอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้กับผู้ถือนั้น จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของตลาดขณะนั้น
พันธบัตรที่สามารถเรียกคืนได้ (Collable bond) : คือ พันธบัตรที่ผู้ออกสามารถขอซื้อคืนตามราคาที่กำหนดไว้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน


พันธบัตรชนิดใดที่มีในตลาด

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลังและบริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยรัฐวิสาหกิจและบริหารโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ
หุ้นกู้ (Corporate Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน โดยทั่วไปจะจ่ายดอกเบี้ย 2 งวดต่อปี และไถ่ถอนคืนเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
ตั๋วเงินคลัง (T-Bills) : ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนิดนี้จะออกมาในรูปแบบ การรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้นจากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก


จะซื้ขายพันธบัตรได้ย่างไร

ตลาดแรกหรือตลาดพันธบัตรออกใหม่ (Primary Market)
เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตรที่ออกใหม่ โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนบางประเภท

ตลาดรองหรือตลาดค้าพันธบัตร (Secondary Market)
เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตร ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว ตลาดรองจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากขึ้น โดยจะมีสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์และนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นคนกลางในการ ซื้อขายพันธบัตรระหว่างผู้ลงทุน


เมื่ผู้ลงทุนต้งการแปลงพันธบัตรเป็นเงินสดจะทำย่างไร

ผู้ถือพันธบัตรสามารถขายพันธบัตรได้ทุกเมื่อ ณ ราคาที่ซึ่งจะตกลงระหว่างตัวผู้ถือและผู้ที่จะซื้อต่อจากผู้ถือ โดยสามารถซื้อขายได้ในตลาดรอง


ดกเบี้ย (Coupon)

อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตร สัญญาว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือพันธบัตรเป็นงวดๆตลอดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนด ไถ่ถอน เช่น พันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และกำหนดดอกเบี้ย 10% แสดงว่าผู้ถือพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ย 10 % ของเงินต้น 1,000 บาท นั่นคือ ทุกปีจะได้รับดอกเบี้ย 100 บาท นั่นเอง


วันครบกำหนดไถ่ถน (Maturity Date)

ระยะเวลาครบกำหนดที่ผู้ออกพันธบัตรจะไถ่ถอนพันธบัตรคืนหรือจ่ายเงินต้นคืน แก่ผู้ถือพันธบัตร ซึ่งระยะเวลาไถ่ถอนนี้อากมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป


ัตราผลตบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด (Yield to Maturity)

เป็นอัตราลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยรับรายงวดและราคาที่ตราไว้ เท่ากับราคาตลาด ปัจจุบันของพันธบัตรโดยถือว่าผู้ลงทุนจะถือพันธบัตรไปจนครบกำหนดไถ่ถอนผู้ ออกพันธบัตร สามารถทำตามสัญญาในพันธบัตรได้ตามกำหนด และถือว่ามีการนำดอกเบี้ยรับไปลงทุนต่อ


ดูเรชั่น (Duration)

คือ วิธีการวัดว่าพันธบัตรมีความไหวตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด


ส่วนต่าง (Spread)

ความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรชนิดเดียวกัน มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่มีอายุไถ่ถอนต่างกัน หรือพันธบัตรที่มีอายุไถ่ถอนเท่ากันแต่มีคุณสมบัติต่างกัน เนื่องจากพันธบัตรโดยทั่วไปถ้ามีข้อแตกต่างกันไม่ว่าด้านใดๆ มักจะมีอัตราผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน


ความไม่สามารถชำระหนี้ (Default)

คือ การที่ผู้ออกไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน


Custodian

ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เป็นผู้เก็บรักษาใบหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ของกองทุนรวม, บุคคลธรรมดา หรือลูกค้าสถาบัน


Spot Date

ภายหลังวันที่ซื้อ-ขาย 2 วันทำการ


ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงัตราดกเบี้ย

เมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อราคารตราสารหนี้ที่ระบุดอกเบี้ยตายตัวในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งนี้เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้นหรือต่ำลง ในขณะที่ตราสารหนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ตายตัวผู้ลงทุนย่อมต้องการ ซื้อตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำหรือสูงขึ้น เพื่อดำรงระดับอัตราผลตอบแทนตามระดับอัตราดอกเบี้ยตลาด

การเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดเรียกสั้น ๆ ว่า ความเสี่ยงด้านราคา (price risk) โดย ตราสารหนี้ที่มีอายุครบกำหนดไถ่ถอนต่างกันและ/หรือมีระดับอัตราดอกเบี้ยที่ ตราไว้แตกต่างกัน จะมีขนาดของการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดที่มีต่อตราสารหนี้อีก ด้านหนึ่ง ได้แก่ ทำให้การลงทุนต่อได้รับอัตราผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรียกสั้นๆ ว่า ความเสี่ยงด้านการลงทุนต่อ (reinvestment risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยทั้งสองด้านนี้ เรียกโดยรวมว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) โดย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยต่อราคาหุ้นกู้และการลงทุนต่อ เป็นไปในทิศทางตรงกันข้างกัน ผู้ลงทุนจึงอาจปกป้องความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยวิธีการเลือกอายุของตราสารหนี้ให้เหมาะสมกับระยะเวลาลงทุน


ความเสี่ยงจากายุไถ่ถน

ตาม ปกติตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาว ควรให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุไถ่ถอนสั้นกว่า เนื่องจากตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาวกว่าย่อมเผชิญกับความไม่แน่นอน มากกว่า อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ความเหมาะสมในการเลือกอายุที่เหมาะสมของหุ้นกู้เปลี่ยนไปด้วย เช่นในสถานการณ์ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง อันทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ ระยะยาว (ภาวะที่ yield curve ทอดลง) ส่วนในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น อันทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสาร หนี้ระยะสั้น (ภาวะที่ yield curve ทอดขึ้น)


ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถนคืนก่นกำหนด

ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บางฉบับ มีข้อกำหนดเปิดทางให้ผู้ออกสามารถเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ก่อนเวลาครบกำหนด (มี call provision) ผู้ออกหุ้นกู้อาจจะบรรจุข้อกำหนดนี้ในเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อให้ผู้ออกมีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนใหม่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดลดลงเหลือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ในหุ้นกู้ใน แง่ของผู้ถือหุ้นกู้ ข้อกำหนดเรื่องการเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดมีข้อเสีย 3 ประการคือ
ประการแรก กระแสเงินสดรับจากหุ้นกู้มีความไม่แน่นอน
ประการที่สอง เนื่องจากผู้ออกจะเรียกไถ่ถอนคืนเมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดลดต่ำลง ดังนั้นเมื่อผู้ลงทุนจะลงทุนต่อย่อมได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงด้วย
ประการสุดท้าย แม้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยตลาดต่ำลงจะส่งผลในราคาหุ้นกู้โดยทั่วไปสูงขึ้น แต่สำหรับหุ้นกู้ที่มีข้อกำหนดเรื่องการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดอยู่ราคาจะไม่ สูงขึ้นมากเพราะในสภาวะเช่นนี้ผู้ออกอาจเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ก็ได้


ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดกเบี้ยตามกำหนด

ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด (Default risk) เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและปัจจัยภายในกิจการ สาเหตุที่กิจการผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระคืนเงินต้น และ/หรือไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ตามกำหนดเวลา มาจากการที่กิจการนั้นมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของธุรกิจหรือ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business risk) และ ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial risk) อยู่

ความเสี่ยงทางธุรกิจ หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้อันเนื่องมาจากลักษณะทางธุรกิจของกิจการ บางธุรกิจต้องใช้ต้นทุนที่
เป็นสัดส่วนสูงในการดำเนินงานเมื่อเกิดความผันผวนในยอดขายกำไรของการดำเนิน งานของธุรกิจย่อมมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจที่ใช้ต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน
เป็นสัดส่วนต่ำ ผลของต้นทุนคงที่ที่มีต่อความผันผวนของกำไรจากการดำเนินงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในยอดขายเรียกว่า Operating Leverage

ความเสี่ยงทางการเงิน หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของเงินทุนของธุรกิจ ถ้าหากธุรกิจจัดหาเงินทุนโดยการกู้ยืม อันมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยซึ่งเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่คงที่ จะเกิดความผันผวนของกำไรสุทธิมากเมื่อกำไรจากการดำเนินงานเปลี่ยนแปลง ผลของการก่อหนี้ที่มีต่อความผันผวนของกำไรสุทธิ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกำไรจากการดำเนินงานเรียกว่า Financial Leverage

การจัดลำดับคุณภาพของหุ้นกู้ (Bond Rating) เป็นการจัดลำดับโดยวิเคราะห์จากโอกาสที่หุ้นกู้นั้นไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นได้ตามกำหนด หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงประเภทนี้สูงจะเสนออัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่ มีความเสี่ยงประเภทนี้ต่ำ


ความเสี่ยงด้านสภาพคล่ง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) หมายถึง ความไม่แน่นอนของการลงทุนอันเนื่องมาจากไม่อาจเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ลงทุน เป็นเงินสดได้ในเวลาที่รวดเร็วโดยไม่ขาดทุน ลักษณะความเสี่ยงประเภทนี้ขึ้นอยู่กับ

ระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนหลักทรัพย์นั้นเป็นเงินสด

ราคา ขายหลักทรัพย์ที่จะได้รับ สำหรับผู้ลงทุนที่มุ่งที่จะถือตราสารหนี้ไปจนครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์ก็จะด้อยความสำคัญลงไป

ความ เสี่ยงด้านสภาพคล่อง สามารถดูได้จากช่วงห่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย (bid-ask spread ) หากมีช่วงห่างสูง แสดงว่ามีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมาก


ความเสี่ยงจากัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในรูปเงินตราต่าง ประเทศ จะมี ความเสี่ยงจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไป (Exchange rate risk) เช่นลงทุนในหุ้นกู้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในรูปเงินเยน เมื่อค่าของเงินเยนอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทได้น้อยลงกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามหากค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นในรูปเงินบาท


ความเสี่ยงจากกฎระเบียบขงรัฐ

ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ (Legal risk) เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น เปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีเงินได้จากตราสารหนี้จากไม่เคยจัดเก็บมาเป็นจัด เก็บภาษี หรือเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้ เป็นต้น


ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้

ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (inflation risk) หรือ ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อของเงิน (Purchasing power risk) เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ค่าของกระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนใน หุ้นกู้ลดลง เมื่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real rate of return) ลดลด หุ้นกู้ที่ระบบอัตราดอกเบี้ยจ่ายไว้คงที่จะมีความเสี่ยงประเภทนี้อยู่ ในขณะที่ตราสารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rate หรือ adjustable bond ) จะมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำกว่า


ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ผู้ออกตราสารหนี้อาจไม่สามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ลงทุนได้ เนื่องจากสาเหตุที่ไม่ คาดคิด เช่น สาเหตุเนื่องจากอุบัติภัยในอุตสาหกรรม ภัยธรรมชาติ หรือการถูกครอบงำกิจการ อันทำให้มีการปรับโครงสร้างเงินทุนบริษัทใหม่


นอกจากนั้นตราสารหนี้ต่างประเภทกัน จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงแต่ละประเภทในลักษณะต่างกันเช่น หุ้นกู้แบบมีดอกเบี้ยที่ตราไว้ที่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Discount) กับหุ้นกู้ที่ขายในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Premium) หรือหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Debenture) กับหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (Mortgage back bond) ตลอดจนหุ้นกู้บริษัทเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน


ทำไมควรจะลงทุนในตราสารหนี้

เนื่องจากสภาวะตลาดในปัจจุบัน ได้กดดันให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้จากเงินฝากประจำ 3 เดือน ซึ่งลดลงอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา จาก 5.50% เป็น 3% เพราะฉะนั้นประชาชนที่ยังคงต้องพึ่งพาดอกเบี้ยในการดำรงชีวิต จึงต้องแสวงหาทางเลือกในการลงทุน เพราะพวกเขาไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่สูงเหมือนในอดีต





บทวิเคราะห์พันธบัตรเกาหลี

4 06 2008

หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมช่วงนี้หลายบลจ.ยังคงออกเสนอ ขายกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเภทที่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงินไว้ทั้งหมด / บางส่วน หรือไม่ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้เลย และทำไมในช่วงที่ผ่านมากองทุน FIF ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้งหมดและมีการกำหนด อายุโครงการไว้ค่อนข้างแน่นอนจึงต้องเป็นพันธบัตรประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น ในทางทฤษฎีหากอยู่บนสมมติฐานที่ตลาดการเงินทั่วโลกเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient market) และ สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรี (Fully integrated) อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง เช่น พันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ เมื่อแปลงให้กลับมาอยู่ในรูปสกุลเงินของนักลงทุน (Domestic currency) ผ่านทางการซื้อสัญญาป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อตราสารครบ อายุ โดยทั่วไปควรจะได้รับผลตอบแทนที่เท่ากับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศตน เอง

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงสภาพตลาดการเงินไม่ได้อยู่ ในลักษณะของตลาดที่มีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์จากหลายปัจจัยอื่นที่เข้ามาก ระทบ เช่น นโยบายส่งเสริมหรือจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศของรัฐบาลต่างๆ โครงสร้างภาษี  เป็นต้น ทำให้ในปัจจุบันยังคงมีโอกาสการสร้างอัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่มโดยความเสี่ยง ไม่เพิ่มขึ้นให้เห็นได้อยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบัน

โดยทั่วๆไป Swap curve (เส้นอัตราการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงิน) จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าเส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (Government bond yield curve) เป็นการสะท้อนความเสี่ยงของสถาบันการเงินเมื่อเทียบกับของรัฐบาล กล่าวคือ เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเสี่ยงด้านการชำระคืน (Default/Credit risk) ที่สูงกว่า ผู้ลงทุนจึงเรียกร้อง อัตราผลตอบแทนจากตราสารที่ออกโดยสถาบันการเงินที่สูงกว่าจากพันธบัตรรัฐบาล

ดังในรูปที่ 1 ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง เส้นอัตราผลตอบแทนของ Government bond yield curve, Swap curve และ Credit curve โดยที่พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำที่สุดในประเทศนั้นๆ ตามมาด้วยตราสารที่ออกโดยสถาบันการเงิน (แสดงโดย Swap curve) และหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (แสดงโดย Credit curve)

ส่วนต่างระหว่าง Swap curve กับ Government bond yield curve เท่ากับ spread หรืออาจกล่าวได้ว่า



รูปที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง เส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล อัตราการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินและ บริษัทเอกชน

แต่สำหรับประเทศเกาหลีใต้แล้วความสัมพันธ์ดังกล่าว กลับไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ปัจจุบัน Government bond yield curve กลับอยู่สูงกว่า Swap curve แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพันธบัตรรัฐบาลเกาหลี มีความเสี่ยงสูงกว่าสถาบันการเงินในประเทศ หากแต่ภาครัฐฯ ไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนทำการกู้เงินหรือออกหุ้นกู้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อย่างเสรี การปิดช่องทางดังกล่าว ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลี เช่น SAMSUNG (หรืออื่นๆ) ซึ่งเป็นผู้ส่งออก (Exporter) รายใหญ่ของโลก ประสบปัญหาเรื่องการบริหารต้นทุนทางการเงินให้สอดคล้องกันระหว่างสินทรัพย์ หนี้สิน โครงสร้างรายได้ รวมถึงเรื่องการป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงิน 

หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้ส่งออกที่มีรายรับ (Sales) เป็น USD มักประสงค์ที่จะมีรายจ่าย (Liabilities เช่น Loan, Debenture) เป็น USD ด้วย เพื่อจุดประสงค์ที่เรียกว่า “Natural Hedge” กล่าวคือ หาก USD อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ Korean Won (KRW) รายได้ของบริษัทเกาหลี (“KIMJI COMPANY”) เมื่อแปลงกลับมาเป็น KRW ก็ย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหากบริษัทเกาหลีสามารถจัดให้มีบริษัทมี exposure ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ธนาคาร หรือหุ้นกู้ ในสกุลเงิน USD จะทำให้ภาระของบริษัทในขาจ่าย (การจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้) ลดลงตามเนื่องจาก USD ที่อ่อนค่าลง และนี่คือหลักการของ “Natural hedge”

ดังนั้นบริษัทเกาหลีเหล่านั้นจึงต้องใช้ธุรกรรม Swap  มาช่วยให้เขามี exposure ในสกุลเงินที่เขาต้องการ

รูปที่ 2 แสดง flow สำหรับการออกหุ้นกู้ทั่วไป (2.1) และสำหรับธุรกรรม Swap ที่เพิ่มขึ้นมา (2.2) เพื่อให้มี exposure ใน USD Liability

(1) คือ Flow การออกหุ้นกู้ทั่วๆ กล่าวคือ “KIMJI COMPANY” ทำการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ในสกุลเงิน KRW  หากเป็นการออกหุ้นกู้ในสกุลท้องถิ่น Local currency (KRW) flow จะจบลงแค่นี้ กล่าวคือ SAMSUNG จะมี exposure โดยตรงใน KRW

แต่หาก “KIMJI COMPANY” ต้องการมี exposure ในสกุล USD เพื่อต้องการให้เกิด Natural hedge นั้น “KIMJI COMPANY” ต้องเข้าทำธุรกรรม Swap กับสถาบันการเงิน โดยมี flow ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมดัง (2) และ (3)

(2) สถาบันการเงิน จ่าย cashflows ในสกุล KRW ให้แก่ “KIMJI COMPANY” ตามรอบเวลาที่ตกลงกัน (รายไตรมาส หรือทุกๆ 6 เดือน)  และ “KIMJI COMPANY” จะนำ cashflow ที่ได้รับมาในสกุล KRW ไปชำระต่อเป็นดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้ (KRW)

สังเกตุว่า ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ย KRW (หากเป็น ดอกเบี้ยลอยตัว) หรือค่าเงิน KRW จะมีทิศทางไปทางใด “KIMJI COMPANY” จะไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนดังกล่าว เนื่องจากธุรกรรม Swap ทำให้ “KIMJI COMPANY” สามารถขจัดความเสี่ยง ในสกุล KRW ไปได้ (KRW coupon ตัดกัน)

(3) “KIMJI COMPANY” จ่าย cashflows ในสกุล USD ให้แก่ สถาบันการเงิน ตามรอบเวลาเดียวกับข้างต้น  Flow นี้เป็นธุรกรรมที่ “KIMJI COMPANY” ต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อที่บริษัทจะได้มี exposure ในสกุล USD นั่นเอง

      หลังจากทำธุรกรรมนี้แล้ว “KIMJI COMPANY” ก็จะมี exposure ในสกุล USD ตามที่ต้องการ เปรียบเสมือนว่าได้ออกหุ้นกู้ในสกุล USD ความต้องการทำธุรกรรมในลักษณะนี้ (ออกหุ้นกู้สกุล KRW แล้ว Swap เป็น USD) จากบริษัทต่างๆ ในประเทศเกาหลีมีสูงมากๆ และเป็น demand ที่มีในตลาด Swap จึงทำให้ Swap curve ปรับลดลงเรื่อยๆ จนต่ำกว่า Government bond yield curve ตามหลักการของอุปสงค์ และอุปทานโดยทั่วไปนั่นเอง

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นจึงอาจสรุปได้ว่า โครงสร้างของตลาดพันธบัตร และ Swap ของประเทศเกาหลีใต้ที่บิดเบือนไปจากทฤษฎี โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการภาครัฐที่มีต่อผู้ประกอบการในประเทศเกาหลีเอง นำมาซึ่งโอกาสการสร้างอัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศ ให้เข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีมากขึ้น ทั้งนี้หาก Demand และ Supply ของ Swap curve กลับมาสมดุลกัน โอกาสการลงทุนในกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูง กว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยเองก็อาจหมดไปได้ในไม่ช้า

จากคอลัมน์คุยกับผู้จัดการกองทุน
โดย พรทิพา หนึ่งน้ำใจ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.อยุธยา จำกัด
ตีพิมพ์ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2551