ข้อแนะนำ 8 ข้อกับการลงทุนที่ชาญฉลาดในช่วงเวลาแห่งความผันผวน

13 09 2008

แนวคิดหลักประการสำคัญของการลงทุนที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้ คือ ระยะเวลา ที่ยาวนานขึ้น

เวลา นานเท่าไร ก็จะช่วยให้ ความเสี่ยง ลดลงได้

วันนี้แนวคิดที่หลายคนมองว่า เป็นแนวคิดพื้นๆ ที่เป็นเพียง เบสิก กำลังถูก ต่อยอด ให้แหลมคมขึ้น สร้างประโยชน์สร้างคุณค่าให้มากขึ้นผ่านโครงการ การลงทุนที่ชาญฉลาด จากอเบอร์ดีน หรือ อเบอร์ดีนส์ เพิร์ล ออฟ วิสดอม ภายใต้การผลักดันของบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน จำกัด

เป็นแนวคิดที่ โรเบิร์ต เพนนาโลซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อเบอร์ดีน บอกว่า จะเป็นการสนับสนุนการลงทุนในระยะยาวอย่างคุ้มค่าเพื่อเป็นประโยชน์แก่นักลง ทุนไทย

เราเชื่อมั่นว่า การลงทุนในระยะยาวนับเป็นกลยุทธ์ด้านการลงทุนอย่างแท้จริง ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่การลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ได้ส่งผลให้บริษัทสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกองทุนภายใต้การบริหารใน รอบหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งหมดนั้น ถูกกลั่นกรองโดย บลจ.อเบอร์ดีน ออกมาเป็นข้อแนะนำการลงทุนที่ชาญฉลาดในช่วงเวลาแห่งความผันผวน มีทั้งหมด 8 ประการ

1.ความผันผวนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว…แต่เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

อเบอร์ดีน ตั้งคำถามว่า เหตุใด…เราจึงกลัวความผันผวนของตลาดหุ้น ทั้งนี้ การที่ปีกของเครื่องบินลู่ลมไปมาท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน ก็เพื่อลดแรงปะทะ ความผันผวนในตลาดหุ้นก็เช่นกัน บางช่วงผันผวนมาก บางช่วงผันผวนน้อย ซึ่งแน่นอนว่า การบินท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ แต่ในบางครั้งเราก็ไม่มีทางเลือกมากนัก โดยเฉพาะในโลกของการลงทุน ที่เราต้องยอมรับความผันผวนนั้นๆ

2.มองการณ์ไกล

ในฐานะของนักลงทุน ควรลงทุนหรือถือหลักทรัพย์ในระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาของการประกอบธุรกิจ เช่น โรงงาน 1 แห่งให้ผลตอบแทนอย่างน้อยในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งการถือหุ้นก็เช่นกัน

3.รู้ความแตกต่างระหว่างการพนันกับการลงทุน

ในการไปเที่ยวกาสิโน หากใช้เหตุผลเดียวกันกับการลงทุนในตลาดหุ้น ก็อาจจะประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยาก บ่อยครั้งอาจจะเชื่องช้าและน่าเบื่อ ต้องการวินัยและการทำการบ้านอย่างหนัก ดังนั้น หากต้องการความสนุกตื่นเต้น ก็ลุ้นแค่เหมือนการเล่นพนัน แต่หากต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าจากการลงทุน การเป็นเจ้าของกิจการกาสิโนย่อมมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนดีกว่าไปเล่น พนันเสียเอง

4.เลือกที่จะแตกต่าง

การลงทุนในตลาดหุ้น การซื้อขายตามผู้เล่นอื่นในตลาดเป็นสูตรตายตัวสำหรับผลตอบแทนที่จะได้เพียง น้อยนิด วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนไว้ว่า จงหวั่นวิตกในยามที่คนอื่นๆ กำลังละโมบ และจงละโมบในยามที่คนอื่นๆ หวั่นวิตก

5.เข้าใจความแตกต่างระหว่างราคากับมูลค่า

ในโลกของความเป็นจริง เราพบความแตกต่างระหว่างราคากับมูลค่าอยู่เสมอ ระหว่างรถยนต์คันละ 1 หมื่นดอลลาร์ กับเสื้อยืดตัวละ 1 หมื่นดอลลาร์ รถยนต์ย่อมมีมูลค่ามากกว่าเสื้อยืดอย่างเห็นได้ชัด แต่ในโลกของการลงทุน เป็นเรื่องยากที่จะวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ เพราะกรณีของรถยนต์ เราประเมินได้จากการใช้งานจริง ขณะที่มูลค่าของบริษัทเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จึงนำมาซึ่งหลักการคิดมากมายในการประเมินมูลค่า ผู้รู้ด้านการแนะนำเลือกซื้อหุ้นอย่าง ฟิลิป ฟิชเชอร์ จึงกล่าวไว้ว่า ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยคนที่รู้ราคาของทุกสิ่ง แต่ไม่รู้มูลค่าอะไรเลย

6.อย่ามั่นใจจนเกินไป…เพราะตลาดอาจฉลาดกว่าคุณ

จงจำไว้ว่า มีคนอีกเป็นล้านๆ คน ที่กำลังคิดแบบเดียวกับเรา จึงควรย้อนถามตัวเองว่า เราฉลาดกว่าพวกเขาแน่หรือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ บิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่และผู้ลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ กล่าวไว้ว่า การลงทุนที่ประสบความสำเร็จคือ การคาดคะเนสิ่งที่คนอื่นคาดคะเนอยู่นั่นเอง

7.หลีกเลี่ยง…สิ่งที่คุณไม่เข้าใจ

ต้องเข้าใจอย่างชัดเจนและแม่นยำในสิ่งที่กำลังจะซื้อ เพื่ออย่างน้อยจะได้สามารถหลับสนิทในเวลากลางคืน เปรียบหุ้นให้เหมือนกับการอ่านหนังสือ หากอ่านแล้วไม่เข้าใจก็จงวางมันลง

8.และท้ายที่สุด…

สิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน ก็คือ คุณจะต้องรู้ว่าคุณมีดีที่ตรงไหน และหากมีดีแล้วล่ะก็ ต้องใช้มันให้เต็มที่ และอย่าลืมเคล็ดลับของบัฟเฟตต์ที่ว่า การกระจายความเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกเรื่อง เป็นสิ่งจำเป็นก็ต่อเมื่อ นักลงทุนไม่รู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่

ผู้บริหารของอเบอร์ดีนปิดท้ายอย่างน่าสนใจว่า ในช่วงเวลาที่ผันผวน คนส่วนใหญ่มักเก็บเงินสดไว้กับตัวให้มากๆ เพราะกลัวว่าโลกจะล่มสลาย ทั้งที่จริงก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ ยืนหยัดอย่างมั่นคงและเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ โดยหลักการลงทุนง่ายๆ ที่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก

Taken from sanook.com





Turnover List

11 09 2008

หลักเกณท์หุ้นที่เข้าข่าย turnover list และ ซื้อด้วยเงินสดวางล่วงหน้าเต็มจำนวน:
1. Turnover list
หุ้นสามัญตลาดเก่า (ตลท)
- อัตราการหมุนเวียนการซื้อขายต่อสัปดาห์ (1W-Turnover) >= 30% และ
- มูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ >= 100 ล้านบาท
- จำนวนหุ้นที่ติดไม่เกิน 50 อันดับแรก
หุ้นสามัญใน MAI
หลักเกณฑ์
หุ้นที่ติด Turnover list
- อัตราการหมุนเวียนการซื้อขายต่อสัปดาห์ (1W-Turnover) >= 30% และ
- มูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ >= 20 ล้านบาท
- จำนวนหุ้นที่ติดไม่เกิน 5 อันดับแรก
ทั้งนี้ ไม่รวมหุ้น IPO ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์นับแต่วันที่หุ้นดังกล่าวเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก
Warrant
- อัตราการหมุนเวียนการซื้อขายต่อสัปดาห์ (1W-Turnover) >= 100% และ
- ส่วนเกินมูลค่า (Premium) >= 20 %
หุ้น ที่ติด turnover list สามารถซื้อขายได้ปกติ ยกเว้นตัวที่ต้องซื้อด้วยเงินสดวางล่วงหน้าเต็มจำนวนบญชี Cash Balance ตามหลักเกณท์ข้างล่าง
2. ซื้อต้องด้วยบัญชี Cash Balance
หุ้นสามัญทั้งสองตลาดเก่า และ ใหม่ (mai)
-Turnover ratio >= 50%
และ
-P/E ratio >= 50 เท่า หรือ ขาดทุน (ราคาแม่ในกระดาน >= กำไรต่อหุ้น 4 ไตรมาสสุดท้ายรวมกัน) 
และ
-มูลค่าการซื้อในรอบสัปดาห์เฉลี่ย >= 100 ล้านบาทต่อวัน
ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) :
-Trunover ratio >= 100%
และ
-มี อัตราความยากในการใช้สิทธิ (%Premium) >= 20% ของราคาหลักทรัพย์อ้างอิง [(ราคา w + ราคาค่าแปลงต่อหุ้น) แพงกว่า ราคาแม่ >= 20%]
และ
-มูลค่าการซื้อในรอบสัปดาห์เฉลี่ย >= 100 ล้านบาทต่อวัน
หุ้น ที่เข้าข่ายหลักเกณท์ทั้ง 3 ข้อ ย้ำ “ทั้ง 3 ข้อ”  ตลท จะประกาศให้เป็นหุ้นซื้อด้วยเงินสดวางล่วงหน้าเต็มจำนวนบัญชี Cash Balance เป็นเวลา 3 รอบสัปดาห์ หุ้นเหล่านี้จะติด turnover list ด้วย
***”ก็เลยสงสัยว่าเจ้าสามตัวที่ว่านี้จะติดเรื่องเกณฑ์ turnover list เมื่อใด
เผื่อแหย่เข้าไปแล้วจะได้หนีทัน ไม่ใช่เล่นจนเพลิน
ไม่ งั้นเดี๋ยวติดลมเย็นอยู่บนดอย” เป็นคำถามที่ดีมากและเป็นสิ่งสำคัญที่คิดจะห่อหุ้นกลับบ้านในวันศุกร์ หรือ วันสุดท้ายของสัปดาห์ จขกท ต้องตรวจสอบ 2 ใน 3 หลักเกณท์ซึ่งพอหาได้เอง
(๑) ราคาแม่ในกระดาน >= P/E 50 เท่า ซึ่ง จขกท ต้องคำนวนหาเองผลประกอบการ 4 ไตรมาสสุดท้ายรวมกันได้เท่าไร x 50 ได้เท่ารั๊ยก็คือราคาแม่ในกระดานต้องไม่เท่าหรือมากกว่าผลคูณที่ได้มั๊ย หรือ หุ้น W หาผลลัพท์ [(ราคา w + ราคาค่าแปลงต่อหุ้น) แพงกว่า ราคาแม่ในกระดาน >= 20%] มั๊ย ถ้า “ใช่” การที่จะเข้าหลักเกณท์ซื้อด้วย Cash Balance ต้องเข้าหลักเกณท์ข้อต่อไปนี้ด้วย
(๒) มูลค่าซื้อในรอบสัปดาห์นับตั้งแต่วันจัททร์ ถึง ศุกร์ หรือ วันแรกของสัปดาห์ ถึง ก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ ว่ามีมูลค่าเฉลี่ย 100 หรือ มากกว่ามั๊ย ถ้า”ใช่” แสดงว่าความเสี่ยงหุ้นตัวนี้จะถูกเข้าบัญชีดำซื้อด้วยเงินสดวางล่วงหน้า บัญชี Cash Balance เพื่อความปลอดภัยหลีกเลี่ยง “ห่อ” กลับบ้าน
(๓) ข้อมูลเหล่านี้สามารถขอจาก มาร์ ได้ เป็นหน้าที่เข้าต้องหาข้อมูลให้ลูกค้า เกรงใจเงินในกระเป๋าเรามากกว่าที่จะมาเกรงใจ มาร์ หรือ โบรก
ตลท จะประกาศในข่าวประจำนวนวันในวันศุกร์หรือวันสุดท้ายของสัปดาห์หลังปิดตลาด





KYC/CDD

11 09 2008

ได้ยินจากรายการ Inside กลต. ตอนการลงทุนในต่างประเทศโดย บล.phillip เรื่องการเปิดบัญชีลงทุนในตลาดต่างประเทศ ที่จะต้องมีรายละเอียดมากขึ้นกว่าเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นทั่วไป โดยต้องมีการทำ KYC/CDD ด้วย … มาดูว่า KYC/CDD คืออะไรจากกรุงเทพธุรกิจ ….

ผมเคยเล่าเรื่องเจมส์บอนด์ให้ฟัง พร้อมแง่คิดทางการเงิน ท่านผู้อ่านอาจเห็นว่าจินตนาการของผู้สร้างหนังที่ให้นายแบงก์เป็นผู้ร้าย นั่นเวอร์เกินจริง
ผมได้รับทราบข้อมูลอันเชื่อถือได้ว่าบรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นต้องใช้เงินใน การก่อการร้าย (หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง) และวิธีส่งเงินที่ดีที่สุดคือผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพราะถ้าหิ้วเงินสดไปมาอาจเป็นพิรุธ ลองนึกถึงภาพผู้ก่อการร้ายรับ-จ่ายเงินสดกันที ต้องมานั่งนับเงินกันหูตาแฉะ คงจะโดนตำรวจรวบได้ก่อนเป็นแน่ หรืออาจเป็นช่องทางให้ผู้ก่อการร้าย (กว่า) อีกกลุ่มหนึ่งตีหัวแย่งชิงเงินสดไปได้ ดังนั้นการใช้เครือข่ายสถาบันการเงินโดยเฉพาะ Offshore Banking อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์เจมส์บอนด์ตอนล่าสุดจึงเป็นเรื่องจริง แม้จะอิงนิยายของเอียน เฟลมมิ่ง บ้าง
บรรดาฝ่ายต่อต้านผู้ก่อการร้ายทั่วโลกที่ยังเป็นรัฐบาลอยู่ หรืออาจเรียกว่าฝ่ายก่อการดี ซึ่งไทยก็เป็นภาคีอยู่ด้วย จึงรวมตัวกันสร้างยุทธการตัดช่องทางส่งเงินให้ผู้ก่อการร้ายผ่านสถาบันการ เงิน ด้วยการให้สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ทั้งหลายจะต้องทำการวิเคราะห์ลูกค้าด้วยโปรแกรมที่เรียกว่า KYC (Know Your Customer) และ CDD (Customer Due Diligence)
โปรแกรม KYC ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ KFC ที่ขายไก่ทอดนั้น หมายความว่าธนาคารจะต้องรู้จักลูกค้า ต่อไปแทนที่ท่านผู้อ่านจะไปกรอกชื่อที่อยู่ในใบสมัครเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร แล้วกลับบ้านได้ ท่านอาจจะถูกถามต่อว่าได้เงินมาจากไหน คาดว่าจะมีเงินฝาก-ถอนในบัญชีเดือนละเท่าไร หากเป็นเช่นนั้นก็อย่าได้ถือสา เพราะพนักงานธนาคารเขาก็รู้สึกประดักประเดิดเหมือนกัน แต่ต้องถามเพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลขอร้อง (แต่ถ้าไม่ทำจะบังคับ) มา
ส่วน CDD นั้น ท่านผู้อ่านในแวดวงตลาดหุ้นจะรู้จักคำว่า Due Diligence ดี เพราะหมายถึงการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น บริษัท ก. จะไปซื้อ บริษัท ข. โดยฝ่ายหลังก็ยินดีขาย ผู้ซื้อเขาจะไม่ดูแต่งบดุลที่เปิดเผยอย่างเดียว แต่จะเข้าไปทำ Due Diligence คือส่งทีมไปนั่งฝังตัวในออฟฟิศบริษัท ข. เป็นอาทิตย์ เพื่อคุ้ยดูว่ามีหนี้ซ่อนไว้ที่ไหนอีกบ้าง ราคาที่ตกลงซื้อขายควรอยู่ที่กี่บาทต่อหุ้น เมื่อเอาศัพท์คำนี้มาผนวกกับ Customer จึงหมายความว่าต่อไปนี้ เวลาที่ลูกค้าทำธุรกรรมกับธนาคาร ธนาคารเขาจะต้องรู้ด้วยว่า “เงินนี้ท่านได้แต่ใดมา” มิฉะนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบ CDD จะทำงาน และส่งชื่อท่านไปให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ จากเดิมที่ให้ธนาคารรายงานเพียงธุรกรรมที่มียอดเงินเกิน 2 ล้านบาทเท่านั้น
ผมนั่งฟังระบบ KYC/CDD ทั้งหลายนี่แล้ว ก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่ครามครันเหมือนกัน เพราะดูเหมือนว่าตัวเองก็เข้าข่ายที่จะโดนแบงก์แจ้ง เช่นบอกกับแบงก์ว่าเป็นอาจารย์เงินเดือน x บาท ตอนเขาทำ KYC แต่บางทีผมก็มี Job พิเศษ ไปเขียนหนังสือหรือรับเป็นที่ปรึกษา เขาจ่ายเงินให้ 10x บาท แม้จะไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่มันเป็นยอดที่ผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ประจำที่แจ้งไว้ อย่างนี้ CDD จะร้องเตือนธนาคาร อย่างไรก็ตามนายแบงก์ที่รู้จักกันเขาบอกผมว่าธนาคารจะใช้วิจารณญาณกลั่นกรอง อีกทีหนึ่งก่อนส่งให้หน่วยงานของรัฐ ดังนั้นแผนการของผมตอนนี้คือเวลาเอาเช็คค่าจ้างที่เกินปกติไปเข้าแบงก์ ผมต้องเอาสัญญาจ้างงานไปให้ผู้จัดการสาขาดูด้วยว่าเงินนี้ผมได้แต่ใดมา พวกเอกสารเหล่านี้อย่าคิดว่างานจบรับเงินแล้วทิ้งได้ แต่ผมจะเก็บไว้เผื่อถูกตรวจสอบภายหลังด้วย เพราะเรื่องนี้ถ้าอธิบายไม่กระจ่าง ไม่ได้เสียแค่ค่าปรับแบบสรรพากร แต่อาจติดคุกได้
ท่านผู้อ่านคงคิดเหมือนผมว่าการทำเรื่องเหล่านี้เป็นภาระแก่สถาบันการเงิน และลูกค้ามหาศาล โดยเฉพาะกับลูกค้าที่เป็นสุจริตชน เพราะบรรดาผู้ก่อการร้ายหรือทุจริตชนจะรู้ช่องทางดีและหนีไปใช้ช่องทางอื่น
ถูกต้องแล้วครับ แต่พอคิดไปลึกๆ แล้ว ก็จะพบว่า ฝ่ายผู้ก่อการดีเขาไม่ได้ต้องการใช้ช่องทางนี้เพื่อจับผู้ร้าย เขาเพียงแต่ต้องการทำให้ผู้ร้ายต้องทำธุรกรรมการเงินลำบากขึ้น นั่นคือต้อนให้ไปใช้เงินสด ซึ่งจะทำให้เขาตรวจสอบติดตาม จับกุมได้ง่ายกว่า
โครงการนี้ได้เริ่มนำร่องในธนาคารบางสาขาไปแล้วและคงขยายครอบคลุมไป บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินอื่นๆ ในอนาคตอันใกล้ ผมจึงอยากให้ทุกท่านถือเสียว่าเป็นการร่วมด้วยช่วยกันเพื่อตัดช่องทางส่ง เงินของผู้ก่อการร้าย และได้โปรดอย่าด่าพนักงานธนาคารที่มาซอกแซกถามเรื่องเงินของท่านช่วงนี้เลยครับ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2550





กฏ 24 ข้อสำหรับนักซื้อขายหุ้นรายวัน (เทรดเดอร์)

1 09 2008

การเป็นเทรดเดอร์นั้น โอกาสที่จะแม้แต่คุ้มทุนแทบจะน้อยมากหรือไม่มีเลย หากเราไม่นิ่ง ไม่มีระบบปฏิบัติตนประจำตัว และไม่ทำตนให้แตกต่างจากผู้อื่น และจำเป็นอย่างมากที่จะต้องปฏิบัติตามแนวทาง หรือกฏที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์

เป้าหมายของกฏนี้ก็คือ ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด และทำกำไรให้ได้มากที่สุด

กฏข้อที่ 1 ปฏิบัติตามกฏ
บาง คนเวลาเข้าตลาดใหม่ๆนั้นก็จะลงทุนซื้อขายกันเลย โดยเห็นผู้ที่เข้ามาก่อนหน้านั้นได้กำไร แต่ความเป็นจริงก็คือผู้ที่เข้ามาก่อนหน้านั้น เขามีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนหน้ามากมายนัก กฏดังที่จะกล่าวต่อไปนี้นั้น รวบรวมมาจากประสบการณ์หลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นทางลัดของเทรดเดอร์มือใหม่ โดยรับประกันได้ว่าหากไม่ปฏิบัติตามกฏนี้แล้ว จะขาดทุนในระยะยาว

กฏข้อที่ 2 ให้พิจารณาว่าเราจะซื้อขายอย่างไร
ต้องพิจารณาถึง เทคนิค กลยุทธ์ และระบบที่เราถูกใจและเข้ากับลักษณะการเทรดของเราได้มากที่สุด
คลิ๊กที่นี่เพื่อศึกษาเรื่องกลยุทธ์วื้อขาย

กฏข้อที่ 3 ค้นหาเทคนิคการเทรดที่จะยึดปฏิบัติ และพยายามฝึกฝนให้ชำนาญ
บ่อย ครั้งที่มือใหม่จะเปลี่ยนเทคนิคการเทรดไปๆมาๆ เพียงเพื่อให้ได้พิสูจน์ว่าเทคนิคอันแรกนั้นใช้ได้ดีที่สุด แต่กว่าจะพบได้เงินลงทุนก็หมดพอดี

แต่หากต้องการที่จะเปลี่ยนเทคนิคใหม่ ให้ทดลองเทรดเทคนิคใหม่นี้ในกระดาษเสียก่อนอย่างน้อยสองอาทิตย์ หากได้ผลแล้วจึงเทรดโดยใช้เงินจริง

กฏข้อที่ 4 เทรดในกระดาษก่อน
คือการเขียนหุ้นตัวที่จะซื้อ พร้อมทั้งราคาซื้อ ราคาที่จะขาย และจุดตัดขาดทุนหากหุ้นไม่ขึ้นตามที่คาดไว้ โดย
ก. เลือกหุ้นที่ต้องการจะซื้อ แล้วเขียนชื่อมันลงในกระดาษ
ข. เขียนจุดตัดขาดทุนลงในกระดาษ
ค. ระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการจะซื้อ
ง. เขียนราคาที่ต้องการจะขายลงในกระดาษ
ตรวจ สอบราคาซื้อและขายว่าได้หรือเปล่า แล้วจดบันทึก กำไร หรือ ขาดทุนเอาไว้ ห้ามข้ามไปกฏต่อไปจนกว่าจะทดลองเทรดในกระดาษอย่างน้อยสองอาทิตย์ หรือเมื่อทำกำไรได้ถึง75% ของจำนวนครั้งที่เทรด

กฏข้อที่ 5 เทรดโดยเงินจริงๆ
สิ่ง ที่เราจะได้พบก็คือว่า การเทรดโดยใช้เงินจริงนี้ยากกว่า และแตกต่างกับ การเทรดในกระดาษมากนัก ซึ่งเราจะต้องเทรดโดยเดิมพันด้วยเงินของเรา และจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก

ในแต่ละครั้งที่เราจะซื้อหรือขายนั้น เราจะต้องมีลักษณะสมดุลย์ที่มีเหตุผล ระหว่าง ความกลัว และความโลภ

ก. เริ่มต้นด้วยการเทรดในจำนวนที่ไม่มากกว่า 1 หมื่นบาท หรือในการซื้อขาย 20 ครั้งแรกนี้นั้นห้ามใช้เงินเทรดเกิน 25% ของเงินที่เรามีอยู่ จนกว่าจะมีความชำนาญในระดับ 75% ก่อน (หมายความว่า เทรด 100 ครั้ง จะได้กำไร 75 ครั้ง) หลังจากนั้นให้เพิ่มเงินเทรดขึ้นอีกระดับหนึ่ง และเทรดที่ระดับนี้จนกระทั่งได้ความชำนาญในระดับ 75% จึงเพิ่มวงเงินขึ้นได้ต่อไป

ด้วยวิธีนี้เราจะได้ความมั่นใจ เราจะได้รู้ว่ามันยากหรือง่ายขนาดไหนไนการซื้อหรือขายให้ได้กำไร ให้จำไว้เสมอว่าการซื้อขายจริงนี้เราไม่สามารถซื้อหรือขายได้ดั่งใจดั่งที่ เคยทำในกระดาษ

ในช่วง 20 ครั้งแรกนี้ แม้ว่าเราจะไม่ได้กำไรเลย แต่การที่เราเทรดในจำนวนน้อยนั้น ทำให้เราไม่ขาดทุนในจำนวนมาก

กฏข้อที่ 6 ไม่มี

กฏข้อที่ 7 ใช้การตั้งออเดอร์ในการซื้อหรือขาย
การเคาะซื้อหรือเคาะขายนั้น หากไม่ทำให้เราติดหุ้นที่ยอดดอยแล้ว เราก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น

กฏข้อที่ 8 ให้ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ
ทุก ครั้งที่เข้าซื้อ จะต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ และเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่เราคาด และตกต่ำหรือทำท่าว่าจะตกต่ำกว่าจุดตัดขาดทุนนี้ เราจะต้องขายทันที อย่าหวังลมๆแล้งๆว่าหุ้นจะขึ้นอีก การตั้งจุดต้ดขาดทุนนี้ อาจจะทำได้โดยให้มาณเก็ตติ้งดูราคาที่เราตั้งไว้ว่าเป็นจุดตัดขาดทุน และหากมรการเคาะขายลงมาจะจำนวนหุ้นที่รอซื้ออยู่ที่ระดับราคานี้นั้น เหลืออยู่น้อยแล้ว เราก็ควรจะเคาะขายที่ราคานี้เลย มิเช่นนั้นแล้วเราอาจจะต้องเคาะขายที่รัคาต่ำกว่านี้อีก 1 สเต็บได้

กฏข้อที่ 9 ห้ามไล่ซื้อ
หาก เราตั้งซื้อหุ้น แล้วไม่ได้หุ้น ในขณะที่หุ้นวิ่งขึ้นไปแล้ว ห้ามไล่ซื้อเป็นอันขาด แต่ให้ตั้งซื้อในราคาที่สูงขึ้นไปอีกสักสองสเต็บ ซึ่งโดยปกติแล้วหุ้นจะวกกลับมาหาเราเอง แต่หากมันไม่มาก็ไม่ต้องสนใจ ให้ไปหาโอกาสในหุ้นตัวอื่นที่ความเสี่ยงน้อยกว่าดีกว่า

การไล่ซื้อนั้นจะทำให้เราซื้อหุ้นได้ที่ยอดสูง และเมื่อหุ้นปรับฐานลงมา ราคาก็จะต่ำกว่าจุดตัดขาดทุนของเรา และเราก็จะต้องขายตัดขาดทุนออกมา

กฏข้อที่ 10 หากดัชนีเป็นสีแดงห้ามซื้อ
หาก ดัชนีตลาดรวม หรือดัชนีกลุ่มของหุ้นที่เราจะซื้อเป็นสีแดง (หมายถึงราคาลดลง) ห้ามซื้อหุ้นเด็ดขาด ให้นั่งพัก และเรียนรู้ลักษณะของหุ้นแต่ละตัวไปพลางๆ

กฏข้อที่ 11 ห้ามเทรดสวนแนวโน้ม
หากหุ้นที่เราจะเทรดมีแนวโน้มลง ห้ามซื้อ เด็ดขาด

กฏข้อที่ 12 ให้ใช้เงินที่มีเก็บสะสมไว้ในการซื้อขายหุ้นเท่านั้น
ห้าม ใช้เงินที่กันไว้สำหรับ ใช้จ่ายประจำวัน ใช้หนี้เงินกู้ ใช้ในธุรกิจประจำ มาซื้อขายหุ้นเป็นอันขาด และ ห้ามกู้เงินมาซื้อขายหุ้นเด็ดขาด

กฏข้อที่ 13 สะสมหุ้นที่แตกต่างกันหลายตัว
กฏข้อ นี้เหมาะกับผู้ที่จะลงทุนถือหุ้นข้ามคืน ห้ามลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งในจำนวนเงินที่มากกว่า 20% ของจำนวนเงินทั้งหมด จำนวนหุ้นที่เหมาะสมคือ 5 ตัว

กฏข้อที่ 14 ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด และทำกำไรให้มากที่สุด
เมื่อหุ้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ ควรตัดขาดทุนที่ระดับ 1-2 สเต็บ เพื่อให้เราขาดทุนมากที่สุดก็แค่นี้

ซึ่งหากเราเทรดได้ชำนาญแล้วนั้น อัตราความชำนาญที่ 75% จะทำให้เราได้กำไรต่อเนื่อง

การถือหุ้นไว้ด้วยความหวังลมๆแล้งๆที่คิดขึ้นมาเองนั้น จะทำให้หมดตัวในไม่ช้า

ความเตรียมใจยอมรับการขาดทุน และต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ได้กำไรมา

กฏข้อที่ 15 ห้ามโลภ
หาก ได้กำไรในระดับที่เหมาะสมแล้วนั้น อย่าโลภ ให้ทำกำไร และหาหุ้นตัวอื่นเพื่อทำกำไรต่อไป การทำกำไรในระดับ 2.5-5% ในการเทรดในระหว่างวันนั้นเป็นกำไรที่ใช้ได้แล้ว การทำกำไรให้ได้มากขึ้นนั้นอาจจะทำได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งทำได้เฉพาะในตลาดขาขึ้นเท่านั้น คือให้ขายที่กำไร 3% ครึ่งหนึ่ง แล้วที่เหลือถือไว้ขายในตอนบ่าย 3 โมงซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นอยู่สูงสุดของวัน เพราะหลังจากนี้แล้ว พวกเราเองที่เข้ามาซื้อทีหลังจะเทขายออกมา เพราะไม่ถือหุ้นข้ามคืน

กฏข้อที่ 16 อย่าเทรดบ่อยเกินไป
ถ้า วันนั้นไม่ใช่เป็นวันของเราแล้ว การเทรดมากครั้งเกินไปก็จะยิ่งแย่กันไปใหญ่ และหากวันนั้นเป็นวันของเราแล้ว การเทรดมากครั้งเกินไปก็อาจจะทำให้เราขาดทุนได้

จำนวนครั้งในการเทรดในวันหนึ่งๆ นั้น ใม่ควรเกิน 4 ครั้ง

กฏข้อที่ 17 หากเป็นเทรดเดอร์ในระหว่างวันแล้ว ห้ามถือหุ้นข้ามคืน
ช่วง เวลาที่เสี่ยงที่สุดของเทรดเดอร์ระหว่างคือช่วง 15 นาทีสุดท้าย เพราะเทรดเดอร์คนอื่นๆก็จะขายหุ้นเหมือนกับเรา ดังนั้นหากแนวโน้มหุ้นไม่ขึ้นอย่างแข็งแกร่งแล้ว ควรจะขายให้ได้หมดก่อน 40 นาทีสุดท้าย

กฏข้อที่ 18 หยุดซื้อหุ้นเมื่อเลย 11.00 น. ไปแล้ว
โอกาส ที่เราจะทำกำไรได้ จะมีอยู่แค่ช่วง 10.00-11.00 น. เท่านั้น หลังจากนี้แล้ว โอกาสที่จะได้กำไรจะลดลง และความเสี่ยงจะมากขึ้น ในช่วงหลังจาก 11.00 น. ไปแล้วนั้น ควรจะเป็นเวลาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างอาวุธคู่ตัวต่อไป

กฏข้อที่ 19 ถ้าขาดทุน ให้ออกจากตลาดทันที
หากขาดทุนหนึ่งครั้งในวันนั้น ให้หยุดและออกจากตลาดทันที โดยให้เริ่มใหม่วันรุ่งขึ้นแทน

กฏข้อที่ 20 หากได้กำไรแล้ว อย่าโลภไล่ซื้อหุ้นตัวตัวเดิมหากมันวิ่งต่อไปอีก
บ่อย ครั้งที่เมื่อเราได้กำไรเร็วในตอนเช้าแล้ว โดยหลังจากที่เราขายหุ้นนั้นไปแล้ว มันก็วิ่งขึ้นต่อไป ในตอนนี้ห้ามไล่ซื้อหุ้นตัวนี้โดยเด็ดขาด การทำอย่างนี้นั้น โอกาสที่จะเสียมากกว่าได้ เพราะฉะนั้น อย่าทำ

กฏข้อที่ 21 ต้องฝึกฝนระดับสองต่อไป
ให้ฝึกฝนในระดับสองต่อไป (จะมีมาทีหลังครับ)

กฏข้อที่ 22 การถือหุ้นนั้นมากกว่า 15 นาที โอกาสที่จะขาดทุนมีมาก
ห้าม ถือหุ้นเกิน 15 นาที เพราะหากมันไม่วิ่งต่อไปแล้วนั้น โอกาสที่จะลงนั้นก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ การซื้อหุ้นโดยใช้หลักการ โมเมนตัมนี้ โดยทั่วไปแล้วจะได้กำไรภายใน 1-5 นาที

กฏข้อที่ 23 ห้ามซื้อขายหุ้นที่ออกเสนอขายก่อนเข้าตลาด
เขาบอกว่ามันเสี่ยงสูง เพราะไม่มีใครทราบว่า มีอะไรซุกซ่อนอยู่ลึกๆข้างในหรือเปล่า

กฏข้อที่ 24 ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน

ขอให้ทุกคนโชคดีทำกำไรได้สม่ำเสมอในการซื้อขายหุ้นครับ





สมาคมนักวิเคราะห์ มอบรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี 2550

18 08 2008

สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ จัดงานมอบรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2550 ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องนักวิเคราะห์ที่มีผล งานยอดีเยี่ยม รวมทั้งทีมวิจัยยอดเยี่ยม

นาย สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลว่า การจัดงานประกวดนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมประจำปี 2550 หรือ Securities Analyst Awards 2007 หรือย่อว่า SAA 2007 ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัล คือ รางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมสายผู้ลงทุนสถาบันแห่งปี 2550 (Best Analyst Awards 2007:Institution Investor) และรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมสายผู้ลงทุนรายย่อยแห่งปี 2550
(Best Analyst Awards 2007: Retail Investor) สายละ 7 รางวัล รวม 14 รางวัล ดังนี้

1. นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่ม Energy & Petrochemicals

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution)
ธนพร วิศรุตพงษ์  (Tanaporn Visaruthaphong)

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail)
วิริยา  ลาภพรหมรัตน (Viriya  Lappromrattana)

2. นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่ม Banking

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution)
ธีระพงษ์  วชิรพงศ์  (Therapong Vachirapong)

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail)
วิริยา  ลาภพรหมรัตน (Viriya  Lappromrattana)

3. นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่ม Property & Construction Materials

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution)
จิราภรณ์  ลินมณีโชติ  (Jiraporn Linmaneechote)

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail)
รณกฤต  สารินวงศ์  (Ronnakrit  Sarinwong)

4. นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่ม Telecommunications

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution)
ฐิติเทพ  นพเกตุ  (Thitithep Nophaket)

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail)
วราภรณ์ วิบูลคณารักษ์  (Waraporn Wiboonkanarak)

5. นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่ม Medium & Small Capitalization (ซึ่งหมายถึงกลุ่มอื่น
ๆนอกเหนือจากกลุ่มที่ระบุข้างต้น)

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution)
สุทธาทิพย์  พีรทรัพย์  (Suttatip  Peerasub)

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail)
ณภัทร  จันทรเสรีกุล (Naphat  Chantaraserekul)

6. นักกลยุทธ์ยอดเยี่ยม (Strategist)

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution)
เอียน มาร์ค กิสบอร์น (Ian Mark Gisbourne)

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail) ซึ่งได้รับคะแนนเท่ากัน คือ
รณกฤต  สารินวงศ์  (Ronnakrit  Sarinwong)
และสุกิจ อุดมศิริกุล  (Sukit Udomsirikul)

7. ทีมวิจัยยอดเยี่ยม (Overall: Best Research House) จำนวน 2 รางวัล

สายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution) มีผู้เข้ารอบ 3 อันดับ เรียงตามลำดับตัวอักษร คือ
บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด
บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

และผู้ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดสายผู้ลงทุนสถาบัน (Institution) คือ
บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) PHATRA SECURITIES PUBLIC
COMPANY LIMITED

สายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail) มีผู้เข้ารอบ 3 อันดับ เรียงตามลำดับตัวอักษร คือ
บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน)

และผู้ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดสายผู้ลงทุนรายย่อย (Retail) คือ
บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)   KIM ENG SECURITIES
(THAILAND) PUBLIC COMPANY LIMITED

ตามเกณฑ์ของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อมีคุณสมบัติตามเกณฑ์กติกาที่กำหนดไว้ ดังนี้
1. เป็นนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และ/หรือ นักกลยุทธ์ ในแนววิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
2.สังกัดฝ่ายงานวิเคราะห์วิจัยหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสมาคม
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
3. ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนประเภท ก. กับสำนักงาน กลต.
4. เป็นหรือได้รับการเสนอชื่อโดยบริษัทหลักทรัพย์นายจ้างให้เป็นสมาชิกบุคคลธรรมดาของสมาคมฯ
5. ไม่เคยต้องโทษใด ๆ ทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพ
6. ไม่เคยได้รับการลงโทษโดยหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับจรรยาบรรณนักวิเคราะห์
7. มีคุณสมบัติข้างต้นอยู่ภายในปี พ.ศ. 2550
8. เป็นผู้มีความสามารถเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งมีแนวปฏิบัติงานที่ เป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติวิชาชีพวิเคราะห์หลักทรัพย์และหน่วยงานกำกับดูแล

ดร. ก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์ฯ แสดงความยินดีและชื่นชมผู้ได้รับรางวัลว่า “ผมขอแสดงความยินดีรวมทั้งขอยกย่องและชื่นชมนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมและทีม วิจัยยอดเยี่ยมซึ่งได้รับการนึกถึงโดยผู้ลงทุน จากจำนวนนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทั้งระบบกว่า 300 คน และทีมวิจัยของโบรกเกอร์ 38 บริษัท
นอกจากนี้ ผมขอให้กำลังใจนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ท่านอื่น ๆ ทุกท่าน ขอให้ตั้งใจปฏิบัติงานอย่างมคุณภาพต่อไป และขอให้ตระหนักว่านักวิเคราะห์นับเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อแวดวงตลาดทุนโดย รวมและเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า  ดังนั้น ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างภาคภูมิใจและปีหน้าผู้ที่จะเดินขึ้นมารับ รางวัลนี้ อาจเป็น
ท่านก็ได้”

taken from : stockwave





Disclaimer : Internet Trader

8 07 2008

สำคัญมาก!!! ลักษณะการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่เหมาะสม

 

เนื่อง จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการส่งคำสั่ง ซื้อขายโดยลูกค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต รวมถึงการจัดทำระบบคัดกรองคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม (Order Screening System) โดยคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายประเภทคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมและจะต้องถูกคัดกรองมีดังนี้

  1. คำสั่งในลักษณะลัดคิวและปิดบังคำสั่งของผู้อื่น    

หมายถึง การส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในราคาที่สูงหรือต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น มาก เพื่อให้คำสั่งตนเองลัดคิว และปิดบังคำสั่งของผู้อื่น

  1. คำสั่งในลักษณะใส่-ถอน

หมายถึง การส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์และยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในภายหลัง และส่งคำสั่งกลับเข้ามาใหม่ในจำนวน ราคา และเวลาใกล้เคียงกัน โดยกระทำหลายครั้ง โดยไม่มีความประสงค์จะซื้อขายหลักทรัพย์นั้นจริง เพื่อลวงให้บุคคลทั่วไปหลงผิด

  1. คำสั่งจับคู่กันเอง (Wash Sale)

หมายถึง การส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในราคาและปริมาณที่อาจจับคู่ซื้อขายระหว่าง กันเองของลูกค้ารายเดียวกัน เพื่ออำพรางให้บุคคลทั่วไปหลงผิด

  1. คำสั่งในลักษณะชี้นำราคา

หมาย ถึง การส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในราคาที่สูงหรือต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น มาก เพื่อให้คำสั่งตนเองลัดคิว และปิดบังคำสั่งของผู้อื่นในช่วงก่อนเปิดตลาด (Pre-open) และช่วงก่อนปิดตลาด (Pre-close)


หากลูกค้าส่งคำสั่งซื้อขายตามลักษณะคำสั่งข้อ 1, 2 และ 3 ด้วยตนเองผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ระบบจะทำการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวทันที โดยจะปรากฏเป็นสัญลักษณ์ R (หมายถึง Reject) ” ที่ช่อง Stat. และหากลูกค้าส่งคำสั่งตามลักษณะคำสั่งข้อ 4 ระบบจากปรากฏเป็นข้อความ เพื่อเตือนให้ลูกค้าทราบว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นลักษณะคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม  


นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือแจ้งเกี่ยวกับลักษณะการส่งคำสั่งซื้อ/ขายที่ไม่เหมาะสมในหุ้น
IPO ที่เข้าซื้อขายในวันแรก โดยลักษณะการซื้อ/ขายของหุ้นดังกล่าวจะไม่มี Ceiling หรือ Floor (การเสนอซื้อในราคาสูงหรือเสนอขายต่ำมาก) ระหว่างเวลา Pre-open เช้า บ่าย หรือ Call Market ก่อนปิดการซื้อขาย ดังนั้นตลาดฯ จึงได้กำหนดเพดานขั้นต่ำไว้ ดังนี้

 

ช่วงที่กำหนด

ระยะเวลา

ข้อจำกัด

ก่อน Pre-open

ก่อน 9.30 น.

บวก ลบ ไม่เกิน 50% ของราคาจอง

ช่วง Pre-open

 9.30น. –  ตลาดเปิด
 
14.00น.ตลาดเปิด  

บวก ลบ ไม่เกิน 50% ของราคา Project price ราคาที่กระพริบ ณ ขณะนั้น

ช่วง Call close

16.30น.ตลาดปิด  

บวก ลบ ไม่เกิน 50% ของราคา Call market close

 

ทั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไป


เพื่อไม่ให้เกิดการส่งคำสั่งในลักษณะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นคำสั่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯ  ดังนั้นกรณีที่มีการส่งคำสั่งซื้อ/ขายหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายเป็นคำสั่งไม่เหมาะสม ท่านจะถูกยกเลิกรายการดังกล่าวหรือห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีฯ นั้นๆ





Links

8 07 2008

หุ้น





No Secret Code in Stock Markets

6 07 2008

ถอดรหัสลับตลาดหุ้น ตีแผ่จากห้องค้า

“ถ้าสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำในตลาดหุ้น เราจะมา นั่งทำงานประจำ อยู่ทำไม ในเมื่อ นั่งค้าขายหุ้น มันทำกำไรได้มากกว่า และ เร็วกว่าตั้งเยอะ” ……… นี่เป็นความคิดแรก ของคนที่รักสบาย หวังใช้เงินทำงานให้ อย่างผม

วิชาการ ความมั่นใจ ความร้อนวิชา และ ความหวัง ค่อยๆสลายไป ในช่วงแรกๆของการลงทุน เราทุกคนต่างเอาเงินที่หาได้มา ด้วยความยากลำบาก มาถมทิ้งในตลาดหุ้น วันแล้ววันเล่า ถือเป็นบทเรียนราคาแพง แพงกว่า คอร์ส การอบรมใดๆ ในโลกนี้ที่เคยมีมา

คำถามในขณะนั้นที่เกิดขึ้น ก็คือ เราจะถอย หรือจะเริ่มต้นใหม่ ให้ถูกทิศถูกทาง? คำถามถัดไปก็คือ แล้วทำไม คนอื่นถึงประสบความสำเร็จ แล้วเขาทำอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ อะไรคือความลับในตลาดหุ้น ที่คนส่วนใหญ่ ไม่เคยรู้ ว่ามีอยู่จริง!

ถึงแม้ แต่ละคนในห้องค้า จะไม่รู้จักกัน แต่ทำไม ข้อผิดพลาดเดิมๆ จึงเกิดขึ้นในแต่ละวัน ซ้ำๆกันได้ ทั้งที่มิได้นัดหมายกันมา แม้กระทั่งกลุ่มเราเองตอนเริ่มต้นเป็นมือใหม่ในตลาดหุ้น เทรดแบบนี้แล้วเจ๊ง ก็ยังผิดซ้ำๆกันอย่างต่อเนื่อง แล้ว ทำไม รายใหญ่ในห้อง VIP ของห้องค้า ที่เล่นหุ้นเป็นอาชีพ ถึงสามารถทำเงินก้อนโตได้ ….ทำไม กองทุนต่างชาติ ถึงเล่นยังไงก็ได้กำไรวันยังค่ำ หรือ ผู้จัดการกองทุนเหล่านั้น จะมีสูตรลับในการลงทุน หรือ เราเรียนมา คนละตำรากัน?

หลังจากขนตำราด้านการเงินการลงทุน บริจาคเข้าห้องสมุดมหาวิทยาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มต้นใหม่หมด ด้วยการปรับความคิดใหม่ เสมือนว่าไม่มีความรู้อะไร ติดตัวมาเลย แล้วเฝ้าสังเกต สไตลล์การเทรด ของบรรดาเซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน และ ขอเข้าพบ เข้าสัมภาษณ์ รายใหญ่ทั้งหลาย ที่อยู่ตามห้องค้าต่างๆ รวมทั้ง ขอเชิญผู้จัดการกองทุนต่างชาติ มาดินเนอร์ เผื่อแกจะเบลอๆ แล้วเผลอ คายความลับ ให้เราทราบบ้าง

ถึงแม้ตลาดหุ้นจะเอาเงินมาถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม แต่ในอีกมุมหนึ่ง โอกาสทำเงินในตลาดหุ้น ก็มีมากมายเหลือเกิน แล้วทำไม เส้นผมบังภูเขา เล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ถึงเป็นความลับมานานแสนนาน ว่าแล้วก็ พิมพ์ เรื่องราว เพื่อ ถอดรหัสตลาดหุ้น เพื่อแยกกลุ่มคน ที่พร้อมจะเรียนรู้ ออกจากกลุ่มคน ที่จะเป็นผู้แพ้ตลอดกาล และ หวังเห็นรายย่อยวันนี้ เป็นแมงเม่ารุ่นสุดท้าย ของตลาดหุ้นไทย

“ถอดรหัสตลาดหุ้น” นี้ เราจะเริ่มจากคำนำ ที่ท่านอ่านอยู่นี้ จากนั้น จะกล่าวถึงเทคนิคที่หากท่านปฏิบัติตาม จะทำให้จนฉับพลัน (รับรองผล) ตามด้วยเทคนิคแห่งความรวยเรื้อรัง ตบท้ายด้วยการตีแผ่กลยุทธ์กลวิธี ของผุ้เล่นรายใหญ่ ในตลาดหุ้น และส่งท้ายด้วยบทความ “อย่าให้ใครมาขโมยความฝันของเราไป” …….. หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน ตามสมควร โดยเฉพาะมือใหม่

เชิญคลิ๊ก หัวข้อ ด้านล่างนี้ เพื่ออ่านในแต่ละบท ได้เลยครับ

#1 ทำเป็นเก่ง เจ๊งสถานเดียว

#2 Limit Loss ไม่เป็น เงินเย็นหายเกลี้ยง

#3 ยิ่งถูกยิ่งซื้อ ยิ่งซื้อยิ่งลง

#4 ยิ่งไม่กล้าเสี่ยง กลับยิ่งเสี่ยง

#5 วิ่งไปตามแนวโน้ม

#6 รู้เขารู้เรา

#7 เกาะไปกับ Fund Flow

#8 ขายหมูดีกว่าขายหมา น้ำลายหกดีกว่าน้ำตาตก

#9 ย้อนรอย วัฏจักรตลาดหุ้น

#10 กลวิธี ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ

#11 กลวิธี สวนควันปืน เล่นฝืนมวลชน

#12 กลวิธี สงครามกองโจร

#13 กลลวง ข่าวลือ

#14 กลโกงปั่นหุ้น

#15 รวยเรื้อรัง หันหลังให้คำว่าเจ๊ง

#16 วาทะรับน้อง

บทส่งท้าย: อย่าให้ใคร มาขโมยความฝัน ของเราไป

ถอดรหัสลับตลาดหุ้น ตีแผ่จากห้องค้า

Taken from ThaiDayTrade & Bloggang – ThanaponOnline





Mark to Market

29 06 2008

กองทุนรวมตราสารหนี้ กับการ Mark to Market

วันนี้ มาคุยกันเรื่องการ Mark to Market นะครับ ที่ผ่านมาเพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนคงได้ยินคำๆนี้อยู่บ่อยๆ บ้างคนอาจรู้คร่าวๆแล้วว่าคืออะไร ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้เลยว่ามีผลกับหน่วยลงทุนที่ตัวเองถืออยู่ยังไง

จริงๆแล้วการ Mark to Market ไม่ใช่ทำกับเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้เท่านั้นนะครับ ลองมาดูนิยามของมันก่อน

Mark to Market หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยให้สะท้อนราคาตลาดที่เป็นธรรม” (ยาวดีป่ะ) ก็คือ วิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนถืออยู่ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร ฯลฯ ให้เป็นมูลค่าตามตลาดหรือราคาตลาดปัจจุบัน หรือราคาล่าสุด ที่เกิดการซื้อขายจริงๆในวันนั้นๆ หรือวันก่อนก่อนหน้า (หากวันนั้นไม่มีการซื้อขาย)

จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะตราสารหนี้เท่านั้นที่โดน Mark to Market จริงๆแล้ว ปัจจุบันกองทุนหุ้นในตลาด ก็ต้อง Mark to market ด้วยเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่กองทุนลงทุนในหุ้นนั้น เราใช้ราคาปิดของหุ้นรายๆตัวนั้นๆอยู่แล้ว ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันหมด จริงๆแล้วตราสารหนี้ก็เหมือนกันครับไม่แตกต่างกัน

แล้วการ Market to Market เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ถือหน่วย
- เนื่องจากกองทุนรวมส่วนใหญ่จะมีผู้ลงทุนเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา (ซื้อขายได้ทุกวันทำการ) จึงต้องมีการแบ่งส่วนทรัพย์สินให้แก่คนที่ออกไป หรือส่วนของเงินใหม่ที่จะเข้ามาอย่างเป็นธรรม และวิธี Mark to Market จะทำให้กองทุนสะท้อนฐานะและมูลค่าตามความเป็นจริงในแต่ละสิ้นวันได้ดีขึ้น ไม่เกิดการได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบ สำหรับนักลงทุนเก่า และนักลงทุนใหม่
- อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกองทุนและบริษัทจัดการ ว่าพอร์ตการลงทุนนั้น มีความผันผวนด้านราคาของตราสารมากน้อยแค่ไหน อันจะทำให้นักลงทุนเข้าใจธรรมชาติของกองทุนนั้นๆได้ดีขึ้นครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กองทุน Fixed Income Fund ของ AYF ทุกกองนั้น ปัจจุบัน Mark to Market ทุกวัน โดย NAV ย้อนหลังนั้น มีความผันผวนสูงสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงด้านราคาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (ปัจจุบัน หลายกองทุนนอกจาก AYF ก็นำวิธีการ Mark to Market ทุกวัน มาใช้คำนวน NAV แล้ว)

เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น เอาตัวอย่างแบบคร่าวๆไปดูนะครับ
สมมติ เราลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว วันนี้ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้มูลค่าพันธบัตรและตราสารหนี้ตัวอื่นๆที่กองทุนรวมถืออยู่สูงขึ้น หากไม่มีการ Mark to Market ให้ NAV สูงขึ้นตาม ผู้ลงทุนใหม่ที่เข้าลงทุนวันนี้ ก็จะได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคาถูกเกินความเป็นจริง ขณะที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมหากขายหน่วยลงทุนออกจากกองทุนจะได้ราคาหน่วยที่ น้อยเกินไป
และในทางกลับกัน เมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าตราสารหนี้ที่กองทุนรวมถืออยู่ลดลง หากไม่มีการ Mark to Market เพื่อปรับ NAV ให้ลดลง จะกลายเป็นว่านักลงทุนที่เข้ามาในวันนี้ จะต้องซื้อหน่วยลงทุนแพงเกินจริง และหากนักลงทุนเดิมต้องการไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนในวันนี้ ก็จะได้รับเงินคืนมากเกินไป
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากองทุนจะถือตราสารอายุยาวเพียงใด (Duration port) การซื้อขายได้ทุกวันทำการของกองทุนเปิดนั้น หากไม่มีการ Mark to Market ก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นครับ

ราคาตลาดของหลักทรัพย์ต่างๆ ที่จะใช้ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน ได้แก่
หุ้น : ใช้ราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์
ตราสารหนี้..ใช้อัตราผลตอบแทนจากการซื้อขายครั้งล่าสุดในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
หน่วยลงทุน..ใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) ที่คำนวณได้ ณ สิ้นวัน
เงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน..ใช้มูลค่าเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยค้างรับ

พอจะเห็นความจำเป็น และวิธีการ Mark to Market หรือยังครับ

Read the rest of this entry »





กฏ 24 ข้อ เพื่อทำกำไรในตลาดหุ้น

28 06 2008

นักค้าหุ้นต้องมีกฏเกณฑ์ในการปฏิบัติที่แน่นอนและต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด กฏเกณฑ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ได้รวบรวมจากประสบการณ์ 45 ปี ในตลาดหุ้นของ นายวิลเลี่ยม ดี แก้น ซึ่งเป็นที่เชื่อว่า หากใครสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

1. จำนวนเงินลงทุน ต้องพอดีและจงแบ่งเงินลงทุนเป็นสิบส่วน เท่าๆกัน ในการซื้อขายแต่ละครั้ง อย่าลงทุนซื้อหรือขาย เกินหนึ่งในสิบของเงินลงทุน
2. ใช้คำสั่ง STOP ORDER ควรป้องกันการลงทุนโดยการตั้ง STOP ORDER 3-5 ช่วงต่ำกว่าราคาที่ซื้อ หรือ สูงกว่าราคาที่ขาย
3. อย่าซื้อหรือขายเกินตัว เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนกฎเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนในข้อ 1
4. อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน หลังจากที่ท่านมีกำไร 3 ช่วงหรือมากกว่านั้น จงยกระดับ STOP ORDER ให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ขาดทุน
5. อย่าเริ่มก่อนแนวโน้ม ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ:ตามแผนภูมิของท่าน
6. เมื่อสงสัย ให้ออกจากตลาดและอย่าเข้าตลาดถ้ายังสงสัย
7. ซื้อขายเฉพาะหุ้นที่มีการซื้อขายมาก อย่ายุ่งกับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวช้าหรือแน่นิ่ง
8. จงกระจายความเสี่ยง ซื้อขายหุ้นอย่างน้อย 4 ถึง 5 บริษัท ถ้าเป็นไปได้อย่างลงทุนจนหมดตัวในหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
9. จงอย่าใช้ราคาเฉพาะ ทั้งการซื้อและการขาย จงใช้ราคาตลาด
10. อย่าขายหุ้นทิ้งโดยไม่มีเหตุผลที่ดี จงใช้ STOP ORDER เพื่อป้องกันกำไรหดหาย
11. จงสะสมกำไร หลังจากที่ท่านประสบความสำเร็จและมีกำไรติดต่อกันหลายๆ ครั้ง จงสำรองกำไรส่วนนี้ไว้ต่างหากเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือตอนที่มีการตื่น ตระหนก
12. อย่าซื้อ เพียงแต่เพื่อจะเอาเงินปันผล
13. อย่าเฉลี่ยการขาดทุน เพราะนี่เป็นความผิดที่เลวร้ายที่สุดที่นักค้าหุ้นไม่ควรทำ
14. อย่าออกจากตลาด เพียงเพราะว่าท่านหมดความอดทนหรือเข้าตลาด เพียงเพราะว่าท่านไม่อยากรอ
15. จงหลีกเลี่ยง การขายเพื่อเอากำไรแต่น้อยและอย่าปล่อยให้ขาดทุนมาก
16. จงอย่ายกเลิกคำสั่ง STOP ORDER ที่ท่านสั่งตอนที่ท่านซื้อขายหุ้นนั้น
17. จงหลีกเลี่ยง การเข้าและออกจากตลาดบ่อยเกินไป
18. จงพร้อมที่จะขาย เช่นเดียวกับซื้อและยึดวัตถุประสงค์ในการทำกำไรให้แน่วแน่
19. จงอย่าซื้อ เพียงเพราะราคาต่ำและอย่าขายเพียงเพราะคิดว่าราคาสูง
20. จงระวังการพีระมิดในจังหวะที่ผิด จงรอจนกระทั่งเริ่มมีการซื้อขายมากและระดับราคาได้วิ่งขึ้นผ่านระดับต้านทาน ก่อนที่จะซื้อเพิ่ม และรอจนกระทั่งราคาได้วิ่งตกต่ำกว่าระดับจำหน่ายจ่ายแจกก่อนที่จะซื้อเพิ่ม ขึ้น
21. เมื่อซื้อ จงสะสมหุ้นในบริษัทที่มีจำนวนทุนจดทะเบียนน้อย และ ถ้ายืมหุ้นคนอื่นมาขาย จงยืมหุ้นในบริษัทที่มีจำนวนหุ้นจดทะเบียนมาก
22. อย่าป้องกันการขาดทุน ในหุ้นที่ซื้อมาโดยการยืมหุ้นจากคนอื่นมาขายไปก่อน จงขายหุ้นที่ซื้อมาไปในราคาตลาดและยอมรับการขาดทุนเพื่อคอยโอกาสครั้งต่อไป
23. อย่าเปลี่ยนสถานภาพการลงทุน (POSITION) ในตลาดโดยไม่มีเหตุผลที่ดี เมื่อท่านตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นแล้ว จงให้โอกาสตัวเองตามเหตุผลที่ดีบางประการหรือตามแผนที่กำหนดไว้ อย่าขายหรือซื้อจนกว่าจะมีสัญญาณบอกว่าแนวโน้มได้เปลี่ยนทิศทาง
24. จงหลีกเลี่ยงการเพิ่มพอร์ท หลังจากที่ประสบความสำเร็จและมีกำไรมาเป็นเวลานาน

เมื่อท่านตัดสินใจที่จะซื้อขายหุ้น ท่านต้องแน่ใจว่าท่านไม่ได้ฝ่าฝืนกฏข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ซึ่งเป็นกฏที่จำเป็นต่อความสำเร็จของท่าน หากท่านขายหุ้นไปโดยมีการขาดทุน จงทบทวนกฏข้างต้นใหม่และพิจารณาดูว่าท่านได้ทำผิดกฏข้อใด แล้วอย่าทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ประสบการณ์และการพิจารณาอย่างรอบคอบจะทำให้ท่านเชื่อคุณค่าของกฏเหล่านี้ การสังเกตและการศึกษาจะนำท่านสู่วิธีการที่ถูกต้องเพื่อ ความสำเร็จและกำไรในตลาดหุ้น

by วิลเลี่ยม ดี แก้น / สรุปและเรียบเรียงโดย คณิต เศรษฐนันท์